เตือนภัย "แก๊ง คอลเซ็นเตอร์"(Updated! อ้าง ‘ดีเอสไอ’ โทรรีด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตุ๋นเหยื่อเชื่อสนิท โอน -
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
พฤศจิกายน 23, 2017, 06:29:06 PM
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
<a href="http://www.scdc5.forensic.police.go.th/Movie2.swf" target="_blank">http://www.scdc5.forensic.police.go.th/Movie2.swf</a>
<a href="http://www.scdc5.forensic.police.go.th/digital_clock.swf" target="_blank">http://www.scdc5.forensic.police.go.th/digital_clock.swf</a>
สถิติ    หน้าเว็บ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 5

ดู ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 5 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

เว็บบอร์ด ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 5 ลำปาง
หมวดหมู่ทั่วไป
เรื่องทั่วไป

เตือนภัย "แก๊ง คอลเซ็นเตอร์"(Updated! อ้าง ‘ดีเอสไอ’ โทรรีด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตุ๋นเหยื่อเชื่อสนิท โอน

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: 1 [2] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน
[EN] [PL] [ES] [PT] [IT] [DE] [FR] [NL] [TR] [SR] [AR] [RU]
หัวข้อ: เตือนภัย "แก๊ง คอลเซ็นเตอร์"(Updated! อ้าง ‘ดีเอสไอ’ โทรรีด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตุ๋นเหยื่อเชื่อสนิท โอน  (อ่าน 61473 ครั้ง)
Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3846


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์ อีเมล์
| « ตอบ #15 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2013, 09:31:35 AM »

ขอความร่วมมือธนาคาร แปะสติ๊กเกอร์ตู้เอทีเอ็มแจ้งเตือน


ปปง. แจ้งเตือนภัยประชาชนถูกหลอกลวงหลายรูปแบบมากขึ้น ขอความร่วมมือแบงค์ แปะสติ๊กเกอร์แจ้งเตือน “ระวังจะเสียเงินฟรี” ที่ตู้เอทีเอ็มด้วย


เมื่อวันที่ 22 พ.ย. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พ.ต.อ.ดร. สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า จากสถิติการรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ และแจ้งเบาะแส ของรับเรื่องราวร้องเรียน ร้องทุกข์ แจ้งเบาะแส สายด่วนหมายเลข 1710 ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2556 จนถึงปัจจุบัน เรื่องที่ได้รับการร้องเรียนเป็นอันดับ 1 ได้แก่ การฉ้อโกงประชาชน โดยรูปแบบและพฤติการณ์ที่ได้รับร้องเรียนมากที่สุด มี 2 รูปแบบ คือ 1.การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงาน ปปง. หรือ เลขาธิการ ปปง. แจ้งว่าผู้เสียหายมีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและจะต้องถูกดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินสำนักงาน ปปง. จึงต้องตรวจสอบเงินในบัญชี

หากต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ต้องโอนเงินผ่านเครื่องรับจ่ายเงินอัตโนมัติ (ATM) หรือโอนผ่านเครื่องรับฝากเงินสดอัตโนมัติ (CDM) เพื่อตรวจพิสูจน์สารเสพติด และเมื่อตรวจสอบเรียบร้อยจะโอนเงินคืนกลับไปยังบัญชีผู้เสียหายในภายหลัง เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปเรียบร้อยแล้ว ผู้เสียหายพยายามติดต่อกลับไปยังมิจฉาชีพทางโทรศัพท์ จะไม่มีสัญญาณและติดต่อไม่ได้ ผู้เสียหายจึงทราบว่าถูกมิจฉาชีพหลอกลวง 2.การติดต่อกับผู้เสียหายผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ เฟสบุ๊ค โดยมิจฉาชีพจะมีการสร้างประวัติส่วนตัว (Profile) ปลอมและอ้างว่าทำงานอยู่ต่างประเทศมาขอเป็นเพื่อน เมื่อผู้เสียหายไว้วางใจแล้ว มิจฉาชีพจะแจ้งความประสงค์ที่จะโอนเงินจำนวนมากเข้ามายังประเทศไทย จากนั้นจะหลอกให้ผู้เสียหายเปิดบัญชีเพื่อรับเงินผ่าน เช็คของธนาคาร ซึ่งจะอ้างต่อไปว่ามีเงินไม่เพียงพอในการเปิดบัญชี จึงขอยืมเงินจากผู้เสียหายในการเปิดบัญชี

หลังจากนั้นจะมีผู้ร่วมขบวนการอีกคนหนึ่งติดต่อมายังผู้เสียหายและอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร และแจ้งหมายเลขบัญชีให้ผู้เสียหายโอนเงิน เมื่อโอนเงินเรียบร้อยแล้ว มิจฉาชีพจะขาดการติดต่อกับผู้เสียหายและลบข้อมูลประวัติส่วนตัว (Profile) บนสื่อออนไลน์ เพื่อมิให้ผู้เสียหายติดต่อกับมิจฉาชีพได้อีกต่อไป ผู้เสียหายจึงทราบว่าถูกมิจฉาชีพหลอกลวง ดังนั้น สำนักงาน ปปง. จัดจึงทำสติ๊กเกอร์สีฟ้า ขนาด 7x7 เซนติเมตร ข้อความว่า “ระวังจะเสียเงินฟรี! อย่าหลงเชื่อคนร้ายโทรศัพท์หลอกให้โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม หรือตู้รับฝากเงินสด ร้องเรียน สายด่วน ปปง. 1710” โดยขอความร่วมมือไปยังธนาคารต่างๆ ดำเนินการติดแผ่นสติ๊กเกอร์บริเวณเครื่องรับจ่ายเงินอัตโนมัติ (ATM) และเครื่องรับฝากเงินสดอัตโนมัติ (CDM) ทุกธนาคาร ทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อเป็นการป้องปรามและแจ้งเตือนประชาชนมิให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพและมิให้สูญเสียทรัพย์สินจากการหลอกลวง

เลขาธิการ ปปง. กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพโดยเด็ดขาด ควรวางโทรศัพท์ทันทีไม่ควรพูดหรือเจรจาเพราะมิจฉาชีพจะมีวิธีพูดให้เหยื่อกลัวและไม่กล้าวางสาย และขอให้สื่อมวลชนช่วยประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนให้รับทราบเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าว ซึ่งกลุ่มมิจฉาชีพจะพัฒนารูปแบบการหลอกลวงไปเรื่อย ๆ หากมีข้อสงสัยให้เปิดเว็บไซต์ของสำนักงาน ปปง. ที่www.amlo.go.th หรือโทรสายด่วน ปปง. 1710 เพื่อสอบถามข้อมูลโดยตรง ซึ่งบนเว็บไซต์ของสำนักงาน ปปง.จะมีการแจ้งเตือนประชาชนกรณีดังกล่าวด้วย ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ หากมีข้อสงสัยให้เปิดเว็บไซต์ของสำนักงาน ปปง. ที่ www.amlo.go.thหรือโทรสายด่วน ปปง. 1710 เพื่อสอบถามข้อมูลโดยตรง ซึ่งบนเว็บไซต์ของสำนักงาน ปปง. จะมีการแจ้งเตือนประชาชนกรณีดังกล่าวด้วย


เดลินิวส์ออนไลน์
วันศุกร์ 22 พฤศจิกายน 2556 เวลา 20:51 น.

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/Content.do?contentId=196859
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 19, 2014, 02:56:45 PM โดย admin_demo » บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3846


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์ อีเมล์
| « ตอบ #16 เมื่อ: เมษายน 09, 2014, 10:28:23 AM »

รายงานพิเศษ "คอลเซ็นเตอร์"ภัยร้ายใกล้ตัว

แม้จะมีการปราบปราม และเตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ผ่านตามสื่อบ่อยครั้ง แต่ขบวนการอาชญากรรมกลุ่มนี้ ยังปรับเปลี่ยนเล่ห์กลในการต้มตุ๋นเหยื่อรายวัน เป็นอย่างไรเชิญติดตามจากรายงานพิเศษ ของ 'นิวทีวี'


<a href="http://www.youtube.com/watch?v=CT4Fe27tPO0" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=CT4Fe27tPO0</a>

เดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคาร 8 เมษายน 2557 เวลา 19:15 น.

ที่มา : http://www.dailynews.co.th
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 19, 2014, 02:57:38 PM โดย admin_demo » บันทึกการเข้า

admin_demo
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 583

"มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน"


เว็บไซต์
| « ตอบ #17 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2014, 02:51:55 PM »

เลขาธิการ ปปง.แฉเหลี่ยมแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์




ปปง.เตือนระวังภัย แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์รูปแบบใหม่ 2 ปีที่ผ่านมา ประชาชนถูกูกหลอกเงินสูญกว่า60 ล้านบาท


วันที่ 16 พ.ค. พ.ต.อ.ดร. สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (เลขาธิการ ปปง.) กล่าวว่า ในปัจจุบันมีประชาชนได้ร้องเรียนผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ แจ้งเบาะแส สายด่วน ปปง. 1710 ตั้งแต่ปี 2555 เป็นจำนวนมากว่า ถูกแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์หลอกลวงให้โอนเงินในรูปแบบต่างๆ สูญเงินไปกว่า 60 ล้านบาท เนื่องจากขบวนการแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างมีระบบเหมือนกับหน่วยงานของทางราชการจริงๆ น่าเชื่อถือ แม้สำนักงาน ปปง. จะดำเนินการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนทางสื่อประเภทต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ ก็ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการหลอกลวงตลอดเวลาเช่นกัน

โดยสำนักงาน ปปง .สามารถตรวจสอบรูปแบบ การหลอกลวงให้โอนเงินของแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ อาทิ การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สานักงาน ปปง. หรือ เลขาธิการ ปปง.โดยมิจฉาชีพจะโทรศัพท์หาผู้เสียหายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สานักงาน ปปง. หรือ เลขาธิการ ปปง. และแจ้งผู้เสียหายว่า มีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและจะต้องถูกดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินสำนักงาน ปปง . จึงต้องตรวจสอบเงินในบัญชี หากต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ต้องโอนเงินผ่านเครื่องรับจ่ายเงินอัตโนมัติ (ATM) หรือโอนผ่านเครื่องรับฝากเงินสดอัตโนมัติ (CDM) เพื่อตรวจพิสูจน์สารเสพติด และเมื่อตรวจสอบเรียบร้อยจะโอนเงินคืนกลับไปยังบัญชีผู้เสียหายในภายหลัง เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปเรียบร้อยแล้วผู้เสียหายพยายามติดต่อกลับไปยังมิจฉาชีพทางโทรศัพท์ก็จะไม่มีสัญญาณ และไม่สามารถติดต่อได้ หรือการหลอกลวงโดยอ้างว่าเป็นชาวต่างชาติที่ร่ำรวย ทำทีติดต่อพูดคุยกับผู้เสียหายจนสนิทสนม และสร้างความไว้วางใจแล้วขอหมายเลขบัญชีจากนั้นจะหลอกให้โอนเงิน, บางรายปลอม SMS เพื่อหลอกให้โอนเงิน หรือปลอมเป็น SMS จากธนาคาร, การหลอกเป็นเพื่อนทางเฟสบุ๊คและจะส่งเงินมาให้, การแอบอ้างเป็นเลขาธิการ ปปง. หากต้องการ “พิสูจน์ตนเอง”และต้องการ “ช่วยราชการ” โอนเงินมาให้ตรวจพิสูจน์  โดยมิจฉาชีพจะแอบอ้างเป็นเลขาธิการ ปปง. แจ้งผู้เสียหายว่ามีผู้แอบอ้างนำบัญชีเงินฝากของผู้เสียหายไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งผู้เสียหายจะต้องถูกดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สิน โดยสานักงาน ปปง., การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากธนาคารแห่งประเทศไทยหลอก

พ.ต.อ.ดร. สีหนาท กล่าวต่อไปว่า จากรูปแบบและวิธีการหลอกลวงของมิจฉาชีพดังกล่าวจะมีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้น ขอให้ประชาชนให้ระมัดระวังอย่าหลงเชื่อ เนื่องจากไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะหลักการปฏิบัติตามข้อเท็จจริงหน่วยราชการ จะดำเนินการใดๆ ก็ตาม จะต้องมีหนังสือแจ้งให้ไปพบ ณ สถานที่ราชการ ในวัน เวลา ราชการเท่านั้น และหากผู้เสียหายได้มีการโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพแล้ว ห้ามทำลายสลิปการโอนเงินหรือห้ามฉีกโดยเด็ดขาดให้เก็บไว้ เป็นหลักฐานและส่งสำนักงาน ปปง.โดยด่วน เพื่อจะได้ติดตามร่องรอยบัญชีการโอนเงิน ซึ่งสานักงาน ปปง. สามารถทำการระงับการโอนเงินในบัญชีดังกล่าวคืนให้กับผู้เสียหายได้

นอกจากนี้ เลขาธิการ ปปง. ได้ย้ำเตือนประชาชนทุกคนว่า หากมีผู้แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ เช่น ปปง. ตำรวจ เป็นต้น โดยอ้างว่ามีการใช้บัญชีธนาคารของประชาชนในการฟอกเงิน ซึ่งจะต้องถูกออกหมายจับกุมหรือถูกอายัดเงินในบัญชีนั้น ก็ขอให้ประชาชนทุกคนตั้งสติให้ดี อย่าได้หวาดกลัวและหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อของคนร้ายอย่างเด็ดขาด หากมีข้อสงสัยให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง หรือหากพบว่ามีความผิดปกติ ก็ควรรีบวางสายโทรศัพท์ทันที ทั้งนี้ในส่วนของสานักงาน ปปง. ประชาชนสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-2193600 หรือ สายด่วน ปปง. โทร. 1710 ในวันและเวลาราชการ..
เดลินิวส์ออนไลน์
วันศุกร์ 16 พฤษภาคม 2557 เวลา 18:46 น.

ที่ใมา : http://www.dailynews.co.th/Content/crime/238011
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 19, 2014, 02:58:09 PM โดย admin_demo » บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3846


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์ อีเมล์
| « ตอบ #18 เมื่อ: มิถุนายน 25, 2015, 01:43:34 PM »

รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกเอาเงินชาวเกาหลี





 ตำรวจกองปราบ สนธิกำลัง สน.คลองตัน ตามรวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวเกาหลี โทรศัพท์ข้ามประเทศไปหลอกเอาเงินเพื่อนร่วมชาติ พบหลักฐานสมุดบัญชีมีเงินหมุนเวียนหลายล้านวอน เร่งสอบความเสียหายทางการเงิน ดำเนินการตามกฎหมาย วันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2558 เวลา 21:12 น. เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป. พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รรท.ผกก.ปพ. พ.ต.ท.ปิยรัช สุภารัตน์ รองผกก.ปพ. ร.ต.อ.ปริญญา เอิบอาบ สว.กก.ปพ. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ชัยพล เอกกุล ผกก.สน.คลองตัน และ พ.ต.ท.ฤทธี ปานดำ รอง ผกก.ป. นำกำลังเข้าตรวจค้นห้องพักเลขที่ 35/68 ชั้น 6 อาคารเอ คอนโดมิเนียมหรูแห่งหนึ่ง ภายในซอยสุขุมวิท 42 แขวงพระโขนง เขตคอลงเตยเหนือ กทม. หลังได้รับแจ้งมีแกงค์คอลเซ็นเตอร์ชาวเกาหลีเปิดห้องในคอนโดฯ ดังกล่าว ที่เกิดเหตุเป็นอาคารสูง 6 ชั้น ในห้องพักดังกล่าวพบ ชาวเกาหลี 7 คน ชาย 6 หญิง 1 ทราบชื่อ นายปาร์ค จี ฮุน อายุ 28 ปี นายคิม ยุน โด อายุ 30 ปี นายลี กวาง ซุน อายุ 31 ปี นายชอง โด วอน อายุ 33 ปี นายโน เชิง มุน อายุ 31 ปี นางสาวฮา ฮโอ นา อายุ 31 ปี นายจาง ชาง ยุก อายุ 24 ปี ทั้งหมดอยู่ในอาการตกใจเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ จากการตรวจค้น พบคอมพิวเตอร์โน้ตบุค 8 โทรศัพท์ 7 เครื่อง สายเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เร้าเตอร์ 7 เครื่อง สมุดบัญชีมีเงินหมุนเวียนหลายล้านวอน จึงรวบรวมไว้เป็นหลักฐานก่อนนำตัวไปสอบสวนที่ สน.คลองตัน จาการสอบสวนทราบว่า กลุ่มชาวเกาหลีดังกล่าว เดินทางเข้าออกภายในคอนโดฯแห่งนี้มาตั้งแต่ช่วงประมาณวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยเช่าห้องพักเดือนละ 40,000 บาท ทางเจ้าหน้าที่จึงร่วมกันตรวจสอบความเคลื่อนไหว พบว่ามีความผิดปกติ ก่อนจะตรวจสอบพบว่า ชาวเกาหลีกลุ่มดังกล่าวมีพฤติการณ์เป็นแกงค์คอลเซ็นเตอร์ ใช้พื้นที่ประเทศไทยเป็นฐานในการก่อเหตุ ทำทีเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายที่ประเทศเกาหลี เพื่อหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร โดยมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่างการตรวจสอบของทางเจ้าหน้าที่ เบื้องต้นแจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

เดลินิวส์ออนไลน์
รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกเอาเงินชาวเกาหลี | เดลินิวส์
„วันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2558 เวลา 21:12 น.“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/crime/330311
ที่มา : http://www.dailynews.co.th/crime/330311
บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3846


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์ อีเมล์
| « ตอบ #19 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2016, 12:38:32 PM »


ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์-แก๊งสกิมเมอร์

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=PcEEwHaXR8g" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=PcEEwHaXR8g</a>


จับผู้ต้องหาต่างชาติ ใช้จังหวัดเชียงใหม่เป็นฐานตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และแก๊งสกิมเมอร์...

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/videos/regional/000370
บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3846


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์ อีเมล์
| « ตอบ #20 เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2017, 09:17:51 PM »

ตม.บุกจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ คาบ้านพักย่านบางนา


ตำรวจตรวจค้นเข้าเมือง เข้าจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติคาบ้านพักย่านบางนา อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หลอกเหยื่อในจีนและไต้หวันโอนเงิน เร่งประสานประเทศต้นทาง

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2560 พลตำรวจโทณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นำทีมตำรวจสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เข้าค้นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ภายในหมู่บ้านนภาลัย ซอย 13 ถนนสรรพาวุธ เขตบางนา เพื่อบุกจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไต้หวัน ของนายโจว จวิน เฉิง อายุ 31 ปี และผู้ร่วมขบวนการอีก 7 คน ซึ่งเป็นชาวไต้หวัน 2 คน และชาวจีน 6 คน พร้อมยึดของกลางคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โทรศัพท์ข้ามประเทศ และรายชื่อผู้เสียหายกว่า 1,000 รายชื่อ

โดยขบวนการดังกล่าว จะอ้างตัวเป็นพนักงานธนาคาร ติดต่อไปหาเหยื่อในต่างประเทศ แล้วอ้างว่าบัญชีของเหยื่อถูกบุคคลต้องสงสัยเปิดใช้และนำเงินไปใช้เกี่ยวกับยาเสพติด หากเหยื่อไม่เชื่อก็จะทำการโอนสายไปอีกต่อหนึ่ง โดยจะมีผู้ร่วมขบวนการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อาทิ ตำรวจ เจ้าหน้าที่ ปปง. และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เหยื่อที่หลงเชื่อก็จะส่งข้อมูลเอกสารทางการเงินให้เก็บขบวนการนี้ และยอมโอนเงินให้ตามการโน้มน้าวของกลุ่มผู้ต้องหา

ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า เหยื่อส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศจีนและไต้หวัน เนื่องจากขบวนการในลักษณะนี้จะไม่ก่อเหตุในประเทศที่ตั้งศูนย์เซ็นเตอร์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบว่ามีผู้เสียหายอยู่ในประเทศไทย อยู่ระหว่างเตรียมการประสานขอข้อมูลกับทางการไต้หวันว่ามีผู้เสียหายในไทยหรือไม่ จึงจะสามารถประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งหมดได้ ทั้งนี้ผู้ต้องหาได้ให้การซัดทอดไปยังนายเหลียง ตัวการใหญ่ในประเทศไต้หวัน ตำรวจจึงประสานให้ทางการไต้หวันควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีแล้ว

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบ พบกลุ่มผู้ต้องหาเดินทางเข้ามายังประเทศไทยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยเดินทางมาจากหมู่เกาะไซปัง ภายในมหาสมุทรแปซิฟิก ใต้การปกครองของสหรัฐอเมริกา และมาเช่าบ้านหลังดังกล่าวเพื่อตั้งเป็นฐานบัญชาการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยจ่ายค่าเช่าเดือนละ 40,000 บาท ซึ่งทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพิกถอนการอยู่ในราชอาณาจักรเรียบร้อยแล้ว เตรียมผลักดันกลับประเทศต้นทาง.


ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/942693
บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3846


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์ อีเมล์
| « ตอบ #21 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2017, 02:59:26 PM »

อ้าง ‘ดีเอสไอ’ โทรรีด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตุ๋นเหยื่อเชื่อสนิท โอนเงินกว่า3ล้าน

   

          กองปราบฯรวบสาวใหญ่เมียหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างตัวเป็น จนท.ดีเอสไอ หลังจับสามีได้ก่อนหน้านี้ ใช้เบอร์โทร.ดีเอสไอพูดจาข่มขู่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย ลวงเหยื่อโอนเงินให้แลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี ผู้เสียหายบางรายหลงเชื่อสูญเงินกว่า 3 ล้านบาท ผู้ต้องหาให้การไม่มีส่วนรู้เห็นผัวแสบเอาบัตรประชาชนไปแอบเปิดบัญชีธนาคารให้เหยื่อโอนเงินเข้า ตำรวจเร่งตามล่าอีก 3 เพื่อนร่วมตุ๋นล็อกเมียหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เผยขึ้นที่กองบังคับการปราบปราม เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 28 พ.ค. พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก. 2 บก.ป. พ.ต.ท.กรกช ยงยืน สว.กก.2 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.2 บก.ป. จับกุม น.ส.อรษา เจ๊เปิ้ล โตยะบุตร อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24 ซอยเพชรเกษม 79 แยก 1 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กทม. ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงจังหวัดนนทบุรี ที่ 249/2555 ลงวันที่ 25 ก.ค. 55 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง จับได้ที่ร้านอาหารสวัสดิการวิทยาลัยพยาบาลทหารเรือ กองบังคับการกรมแพทย์ทหารเรือ ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กทม.

พ.ต.อ.อรุณกล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก น.ส.อรษา พร้อมนายชายแดน มณีทร อายุ 37 ปี สามีและพวกอีก 3 คน ตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์ไปหลอกเอาเงินจากผู้เสียหาย ออกอุบายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และหน่วยงานราชการต่างๆ ก่อนพูดจาข่มขู่ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ หลอกว่าธุรกิจที่ทำอยู่ผิดกฎหมาย หากไม่อยากให้ถูกดำเนินคดีหรือตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ให้โอนเงินมาให้ตามบัญชีธนาคารที่ผู้ต้องหากลุ่มนี้ให้ไว้ ที่ผ่านมามีผู้หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อถูกหลอกหลายราย บางรายถูกหลอกสูญเงินกว่า 3 ล้านบาท

ผกก.2 บก.ป.เผยอีกว่า สาเหตุผู้เสียหายหลงเชื่อเนื่องจากทุกครั้งที่ก่อเหตุ กลุ่มผู้ต้องหาจะโทรศัพท์ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ VOIP แปลงสัญญาณดิจิตอล มีเทคนิคสามารถอำพรางหมายเลขโทรศัพท์ที่โทร.ไปหาเหยื่อ เป็นหมายเลขโทรศัพท์ของที่ใดก็ได้ ให้ไปปรากฏที่โทรศัพท์ของผู้รับ เบอร์โทร.ส่วนใหญ่ที่กลุ่มผู้ต้องหาใช้จะเป็นหมายเลขโทรศัพท์ของดีเอสไอ รวมทั้งเบอร์โทรศัพท์ของหน่วยงานราชการต่างๆ ทำให้ผู้เสียหายเกิดความหวาดกลัว อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ ส.รฟ.หนองคาย กก.5 บก.รฟ. และ กก.2 บก.ป.ได้ร่วมกันจับกุมนายชายแดน หัวหน้าแก๊งสามี น.ส.อรษาได้ที่บริเวณสถานีรถไฟหนองคาย ต.หนองกอมเกาะ อ.เมืองหนองคาย ก่อนจะขยายผลสืบสวนติดตามจับ น.ส.อรษา เหลือผู้ต้องหาอีก 3 ราย ที่ยังหลบหนี  สอบสวน น.ส.อรษาให้การปฏิเสธว่า ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับคดีดังกล่าว ส่วนที่ถูกออกหมายจับ เป็นเพราะว่านายชายแดนสามีแอบนำบัตรประชาชนของตนไปเปิดบัญชีธนาคารเพื่อใช้กระทำความผิด ให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อคำให้การ ก่อนนำตัวส่ง พงส.สภ. ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/955622
บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3846


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์ อีเมล์
| « ตอบ #22 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2017, 03:05:07 PM »


จับชาวจีนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นจนท.รัฐ ตุ๋นเหยื่อคนไทยสูญ 10 ล.

ตำรวจกองปราบรวบสองชาวจีนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หลอกเหยื่อคนไทย สูญกว่า 10 ล้าน ขณะตระเวนกดเงินตามตู้เอทีเอ็มริมถนนรัชดา-ห้วยขวาง...
วันนี้ 21 มี.ค.60 ที่กองปราบปราม พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. มอบหมายสั่งการให้ พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.1 บก.ป.พ.ต.ท.วิศิษฐ์ พลบม่วง รองผกก.1บก.ป. พ.ต.ต.ก่อเกียรติ วุฒิจำนงค์ สว.กก.1บก.ป. และเจ้าหน้าที่กก.1 บก. จับกุมนายชัยชนะ แซ่ว่อง อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 263 หมู่ 2 ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย โดยจับกุมได้ที่ริมถนนรัชดา-ห้วยขวาง แขวงและเขตห้วยขวาง และน.ส.จงผิง แซ่เจิ้ง อายุ 39 ปี โดยจับกุมได้ที่ซ.รามคำแหง 24

พ.ต.อ.จิรภพ กล่าวว่า สืบเนื่องจากชุดสืบสวนกองปราบปรามได้รับการประสานจากธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ ว่ามีลูกค้าของธนาคารถูกขบวนการคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงินให้ โดยคนร้ายออกอุบายโทรศัพท์หาผู้เสียหาย อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หลอกเหยื่อว่าเงินในบัญชีของเหยื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด จึงเสนอวิธีในการหลีกเลี่ยงตรวจสอบ โดยให้ย้ายเงินในบัญชีธนาคารเดิมไปเปิดบัญชีธนาคารใหม่ ซึ่งเป็นบัญชีของธนาคารไทยพาณิชย์ และให้เพิ่มหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งเป็นเบอร์ของคนร้าย เพื่อรับรหัส OTP และเมื่อเงินเข้าในระบบก็จะมีการแจ้งข้อความมายังเบอร์ของคนร้าย จากนั้นก็จะดำเนินการสมัครทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต ทำการโอนเงินออกไป ก่อนจะออกตระเวนกดเงินสดออกจากบัญชี อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาพบวามีผู้เสียหายกว่า 35 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท

ต่อมาชุดสืบสวนทราบว่าคนร้ายที่ก่อเหตุคือนายชัยชนะ จึงได้เฝ้าติดตาม กระทั่งพบความเคลื่อนไหวว่าคนร้ายรายนี้ไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มริมถนนรัชดา-ห้วยขวาง จึงได้ทำการจับกุมก่อนไปทำการตรวจค้นในห้องพักย่านห้วยขวาง ก็พบบัตรเดบิตจำนวนมากในห้องพัก นอกจากนี้ได้ขยายผลจับกุม น.ส.จงผิง แซ่เจิ้ง อายุ 39 ปี ซึ่งเป็นผู้ร่วมขบวนการ โดยจับกุมได้ที่ ซ.รามคำแหง 24 ก่อนขยายผลไปตรวจค้นห้องพักใน ซ.รามคำแหง 24 พบ สำเนาสมุดบัญชีจำนวนมาก

จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าอยู่ในกลุ่มเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์สัญชาติจีน ซึ่งมีอาฉีเป็นหัวหน้าขบวนการ โดยนายชัยชนะจะทำหน้าที่เป็นม้ากดเงิน โดยได้ส่วนแบ่งครั้งละ 5,000 บาทต่อครั้ง ส่วนน.ส.จงผิง จะทำหน้าที่เป็นม้าเปิดบัญชี ซึ่งได้ส่วนแบ่งในการเปิดบัญชีครั้งละ 5,000 บาท ต่อหนึ่งบัญชี โดยเงินที่ได้จากส่วนแบ่งจะนำไปใช้จ่ายส่วนตัวและนำไปซื้อยาเสพติด

เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นผู้อื่น ก่อนคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ในส่วนของผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ อยู่ระหว่างการขยายผลเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป.

ทีjมา: http://www.thairath.co.th/content/891802
บันทึกการเข้า

หน้า: 1 [2] ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

* Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)

• หน้าหลัก| ประวัติ| หน้าที่| ผู้บังคับบัญชา| การติดต่อ| Mapgoogle| Download| Sitemap| สมุดเยี่ยม| เว็บบอร์ด| Wikipedia•

  ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 5 ถนนวังเหนือ ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง 52000   
โทรศัพท์ 0-5421-8396 , 0-5421-8022 โทรสาร 0-5421-8396

Sitemap |Sitemap |Sitemap
Powered by MySQL Powered by PHP Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.167 วินาที กับ 17 คำสั่ง

Page Rank Check