เร่งคลี่คดีปริศนา! พบปิกอัพ2ผัวเมียที่ถูกอุ้มฆ่า3ปีก่อนฯ (Updated!จับแล้ว‘หมอสุพัฒน์’ หนีโทษประหาร ค -
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
มกราคม 21, 2017, 05:36:01 PM
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
<a href="http://www.scdc5.forensic.police.go.th/Movie2.swf" target="_blank">http://www.scdc5.forensic.police.go.th/Movie2.swf</a>
<a href="http://www.scdc5.forensic.police.go.th/digital_clock.swf" target="_blank">http://www.scdc5.forensic.police.go.th/digital_clock.swf</a>
สถิติ    หน้าเว็บ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 5

ดู ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 5 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

เว็บบอร์ด ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 5 ลำปาง
หมวดพิสูจน์หลักฐานตำรวจ
พิสูจน์หลักฐานตำรวจในข่าว

เร่งคลี่คดีปริศนา! พบปิกอัพ2ผัวเมียที่ถูกอุ้มฆ่า3ปีก่อนฯ (Updated!จับแล้ว‘หมอสุพัฒน์’ หนีโทษประหาร ค

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] 2 3 4 ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน
[EN] [PL] [ES] [PT] [IT] [DE] [FR] [NL] [TR] [SR] [AR] [RU]
หัวข้อ: เร่งคลี่คดีปริศนา! พบปิกอัพ2ผัวเมียที่ถูกอุ้มฆ่า3ปีก่อนฯ (Updated!จับแล้ว‘หมอสุพัฒน์’ หนีโทษประหาร ค  (อ่าน 566223 ครั้ง)
Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3817


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์
| « เมื่อ: กันยายน 17, 2012, 10:00:19 AM »


เร่งคลี่คดีปริศนา! พบปิกอัพ2ผัวเมียที่ถูกอุ้มฆ่า3ปีก่อนจอดทิ้งในบ้านร้างเมืองนนทบุรี



 เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 16 ก.ย. นายสว่าง นุ่มจุ้ย อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 184 หมู่ 6 ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เข้าแจ้งความกับพ.ต.ท.มนัส นิลกลัด สารวัตรเวรสภ.เมืองนนทบุรี ให้ช่วยไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 125/53 ซอยศิริโชติ กรุงเทพ-นนท์ซอย 1 ต.บางเขน อ.เมืองนนทบุรี เนื่องจากพบรถปิกอัพโตโยต้า รุ่นไทเกอร์ แบบมีแค็บ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน บฉ-5960 เพชรบุรี ของนายสามารถ นุ่มจุ้ย ลูกชายที่หายตัวไปพร้อมกับน.ส.อรษา เกิดทรัพย์ ภรรยา ขณะขับรถคันดังกล่าวไปธุระตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2552

 หลังรับแจ้งพ.ต.ท.มนัส จึงรายงานผู้บังคับบัญชาพร้อมด้วยพ.ต.ท.ปัณณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ รอง ผกก.สส. นำกำลังไปตรวจสอบ บ้านดังกล่าวเป็นบ้านร้าง ปลูกบนเนื้อที่ประมาณ 80 ตารางวา พบรถตามที่นายสว่าง ระบุ จอดอยู่ในโรงรถฝุ่นจับเขรอะ ล้อถูกถอดออกทั้งหมดหนุนไว้ด้วยก้อนอิฐ ป้ายทะเบียนถูกถอดออกเช่นกัน แต่นายสว่างจำตำหนิได้ยืนยันว่าเป็นรถของลูกชาย เมื่อเข้าไปดูบริเวณกระจกหน้ารถพบป้ายเสียภาษีระบุเป็นรถหมายเลขทะเบียน บฉ-5960 เพชรบุรี จึงติดต่อรถยกลากมาที่โรงพัก

 จากนั้นให้ช่างกุญแจมาไขเปิดประตู ภายในพบบัตรประจำตัวประชาชนและบัตรประกันสังคมของน.ส.อรษา นอกจากนี้พบหมวกสานของชาวสวนเปื้อนเลือดวางอยู่ และพบรอยคล้ายเลือดเป็นดวงๆ หลายจุด จึงให้พฐ.มาเก็บรายละเอียดและรอยดังกล่าวไปตรวจสอบว่าเป็นเลือดของใคร

 นายสว่าง ให้การว่าลูกชายและลูกสะใภ้มีไร่สับปะรดในเขตอ.ท่ายาง ช่วงเกิดเหตุเมื่อเดือนมิ.ย. 2552 เดินทางมาหาลูกที่บ้านพบเพียงสำรับกับข้าววางทิ้งอยู่ พยายามติดต่อแต่ก็ติดต่อไม่ได้จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความไว้ที่สภ.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง พร้อมกับออกติดตามหานานหลายปีแต่ก็ไม่พบ โดยก่อนเกิดเหตุลูกชายมีเรื่องกับพ.ต.อ.นายหนึ่ง ซึ่งมีไร่อยู่ติดกัน มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งหลายครั้ง โดยพ.ต.อ. กล่าวหาว่าลูกชายเข้าไปขโมยตัดไม้ในที่ดิน และเคยแจ้งความจับลูกชายขโมยรถของภรรยาด้วย แต่ศาลยกฟ้อง

  หลังจากลูกชายหายไปและเชื่อว่าคงประสบเหตุร้ายแล้ว จึงไปขอพบพ.ต.อ.เพื่อสอบถาม ซึ่งนายตำรวจปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง ที่ผ่านมาพยายามตามหาลูกชายกับลูกสะใภ้มาโดยตลอด แต่ก็ไม่พบ จนเมื่อเร็วๆ นี้ลูกสาวคนโตที่ทำงานอยู่ร.พ.ตำรวจ ได้รับแจ้งจากคนใกล้ชิดของพ.ต.อ.นายดังกล่าว ว่ารถของลูกชายจอดอยู่ในบ้านหลังนี้ จึงเดินทางมาตรวจดูพบว่าเป็นรถของลูกชายที่หายไปจริงๆ นายสว่าง กล่าวและว่าตอนนี้ไม่ได้คาดหวังว่าลูกชายและลูกสะใภ้จะมีชีวิตอยู่ แต่อย่างน้อยขอศพมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาก็ยังดี

 ด้านพ.ต.อ.ชาญศิริ สุขรวย ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี กล่าวว่า ช่วงไปนำรถมาจากบ้านดังกล่าวพบใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าและเอกสารต่างๆ ระบุชื่อ วิสสา จันทรบัญชร  พักอยู่บ้านเกิดเหตุ ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเป็นใคร หรือเชื่อมโยงถึงใครบ้าง และติดต่อเพื่อมาสอบปากคำว่าเหตุใดรถของนายสามารถ จึงมาจอดอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้

 รายงานข่าวแจ้งว่ามีผู้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า 2 ผัวเมียถูกอุ้มฆ่าไปแล้ว คาดว่าศพน่าจะถูกฝังอยู่ใต้ดงไผ่ในที่ดินส่วนบุคคล ที่อยู่ในละแวกเดียวกับกับไร่สับปะรดของนายสามารถ นั่นเอง


ข่าวสดออนไลน์
วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 20:47 น.  

ที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME56Z3dNekk0T0E9PQ==&catid=01
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2016, 08:36:21 PM โดย Admin »


บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3817


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์
| « ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 17, 2012, 10:06:15 AM »


พ่อโวยลูก-สะใภ้ ถูกอุ้มฆ่า โยงนายตร.ใหญ่





นายสว่าง นุ่มจุ้ย ชี้ยืนยัน ว่ารถกระบะที่จอดอยู่ในบ้านร้างในชุมชนศิริโชติ ถนนกรุงเทพ-นนท์ อ.เมือง นนทบุรี เป็นรถของนายสามารถ นุ่มจุ้ย และ น.ส.อรษา เกิดทรัพย์ (รูปเล็ก) ลูกชายและลูกสะใภ้ที่ถูกอุ้มหายไปเมื่อ 3 ปีก่อน.

สูญหาย3ปตามจนพบรถกระบะซุกบ้านร้างตรวจเจอคราบเลือดเชื่อ2เหยื่อทมิฬฝงในไร่คนมีสี

เจ้าของไร่สับปะรดเมืองเพชรวิ่งโร่แจ้งตำรวจ พบรถกระบะลูกชายหลังหายตัวไปพร้อมกับลูกสะใภ้เมื่อ 3 ปีก่อน จอดฝุ่นจับเขรอะอยู่ในบ้านร้างย่านถนนกรุงเทพฯ-นนท์ตำรวจไปยกรถมาตรวจสอบพบ ร่องรอยคล้ายคราบเลือดบนหมวกชาวไร่ พ่ออ้างลูกชายทะเลาะกับนายตำรวจระดับสูงคนหนึ่ง มั่นใจ 2 ผัวเมียโดนอุ้มฆ่าศพฝังหมกไร่ไปแล้ว ความแตกเพราะคนใกล้ชิดนายตำรวจคู่กรณีแจ้งเบาะแสให้ทราบ ด้าน ผกก.เมืองนนทบุรี ระบุจะต้องสืบหาเจ้าของบ้านร้างก่อนว่าเป็นใคร ก่อนเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหาในคดีรับของโจร

พ่อแจ้งตำรวจพบรถ กระบะลูกชายที่หายตัวไป พร้อมลูกสะใภ้อย่างไร้ร่องรอยนานกว่า 3 ปี จอดอยู่ ในบ้านร้าง เปิดเผยเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 16 ก.ย. นายสว่าง นุ่มจุ้ย อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 184 หมู่ 6 ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เจ้าของไร่สับปะรดใน จ.เพชรบุรี พร้อมด้วย น.ส.วิมล นุ่มจุ้ย อายุ 34 ปี บุตรสาว ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สถิติ ระดับ 3 รพ.ตำรวจ เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.มนัส นิลกลัด พงส. (สบ 2) สภ.เมืองนนทบุรี ว่า ได้พบรถกระบะของนายสามารถ นุ่มจุ้ย อายุ 30 ปี และ น.ส.อรษา เกิดทรัพย์ อายุ 30 ปี ลูกชายและลูกสะใภ้ ที่หายตัวไปโดยไม่ทราบชะตากรรมมานานกว่า 3 ปี โดยรถคันดังกล่าวจอดอยู่ในบ้านร้าง เลขที่ 125/53 ชุมชนศิริโชติ ซอยกรุงเทพฯ-นนท์ 1 ถนนกรุงเทพฯ-นนท์ ต.บางเขน อ.เมืองนนทบุรี ขอให้ตำรวจช่วยไปตรวจสอบด้วย

หลังรับแจ้งได้รายงานให้ พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบก.ภ.จ.นนทบุรี ทราบ จากนั้นพร้อมด้วย พ.ต.อ.ชาญศิริ สุขรวยผกก.สภ.เมืองนนทบุรี และ ร.ต.อ.สุภสิทธิ์ ชุ่มแจ่ม รอง สว.สส.สภ.เมืองนนทบุรี เดินทางไปขอหมายค้นจากศาลจังหวัดนนทบุรี แต่ผู้พิพากษาแนะนำว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านร้าง ไม่มีผู้พักอาศัย ขอให้ตำรวจเชิญผู้นำ ชุมชนมาร่วมเป็นสักขีพยานในการเข้าตรวจค้น ไม่จำเป็นต้องออกหมายค้น พ.ต.ท.มนัส นิลกลัด เจ้าของคดี จึงเชิญผู้นำชุมชนศิริโชติเข้าตรวจสอบร่วมกับตำรวจ โดยบ้านหลังดังกล่าวอยู่สุดซอย เป็นบ้านปูน 2 ชั้น หลังใหญ่ เนื้อที่ราว 200 ตารางวา มีรั้วรอบ ขอบชิด ประตูรั้วเหล็กมีกุญแจคล้องแน่นหนา จาก การสอบถามจากเพื่อนบ้านใกล้เคียงทราบว่าบ้านหลังดังกล่าวไม่มีคนอยู่อาศัยมา นานกว่า 3 ปีแล้ว

เจ้าหน้าที่ได้ตัดกุญแจเปิดประตูรั้วเข้าไปพบโรงรถ ขนาดใหญ่อยู่ด้านข้างตัวบ้านและมีรถยนต์จอดอยู่ 4-5 คัน 1 ในนั้นเป็นรถกระบะโตโยต้า รุ่น ไทเกอร์ สีเทา ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน กระบะท้าย ติดตั้งราวรั้วสแตนเลสจอดอยู่ในสภาพฝุ่นจับเขรอะ ล้อทั้ง 4 ล้อ ถูกถอดออก มีก้อนอิฐตัวหนอนหนุนแทน ซึ่งนายสามารถผู้เสียหายยืนยันว่าเป็นรถของลูกชายที่หายตัวไปพร้อมภรรยา ตำรวจจึงยกรถคันดังกล่าวไปเก็บไว้ที่ สภ.เมืองนนทบุรี พร้อมประสานเจ้าหน้าที่วิทยาการนนทบุรี มาตรวจสอบภายในรถ ซึ่งประตูถูกปิดล็อกอยู่ ต้องเรียกช่างกุญแจมาปลดล็อกประตู แล้วเปิดฝากระโปรงตรวจสอบเลขเครื่อง และเลขแชสซี เบื้องต้นพบว่า รถคันนี้มีประวัติติดค้างไฟแนนซ์ โดยมี น.ส.อรษา เกิดทรัพย์ อายุ 30 ปี มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถ

ภายในรถพบกระเป๋าคาดเอวลายพรางทหารสีเขียว วางอยู่ในเบาะนั่งข้างคนขับ ในกระเป๋ามีบัตร ประชาชน น.ส.อรษา เกิดทรัพย์ นอกจากนี้ ยังพบหมวกปีกทำจากผ้าสีเหลืองที่ชาวไร่นิยมสวมใส่ มีรอยคราบสีน้ำตาลคล้ายคราบเลือดแห้งเกรอะกรังติดอยู่ เจ้าหน้าที่วิทยาการแจ้งว่าจะต้องส่งหมวกไป ตรวจสอบในห้องแล็บเพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดว่าเป็นคราบเลือดจริงหรือไม่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนั้นได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก เจ้าหน้าที่จึงยุติการตรวจสอบไว้ก่อน และวันรุ่งขึ้นจะตรวจสอบรถยนต์อย่างละเอียดอีกครั้ง ต่อมา พ.ต.อ.สุรพงษ์ ถนอมจิตร รอง ผบก.ภ.จ.นนทบุรี เดินทางมาที่ สภ.เมืองนนทบุรี เพื่อร่วมสอบปากคำผู้เสียหายร่วมกับพนักงานสอบสวน

นายสว่าง นุ่มจุ้ย พ่อผู้สูญเสียลูกชายให้การว่า ตนและบุตรสาวได้ออกติดตามหาตัวนายสามารถมานานกว่า 3 ปีแล้ว ตั้งแต่หายตัวออกจากบ้านในหมู่บ้านวังข้าวสาร หมู่ 10 ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ไปพร้อมกับภรรยาเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.52 โดยลูกชายและภรรยาขับรถกระบะคันดังกล่าวออกออกไปซื้อกับข้าวที่ตลาดท่ายาง ระหว่างนั้นยังโทรศัพท์ คุยกันและนัดกันว่าวันรุ่งขึ้นจะขับรถมาขนสับปะรดในไร่ไปขายตลาด แต่เมื่อถึงเวลาลูกชายไม่มาตามนัด โทรศัพท์เข้ามือถือของทั้งลูกชายและลูกสะใภ้ก็พบว่าโทรศัพท์ถูกปิดเครื่อง จึงขับรถไปดูที่บ้านลูกชายที่อยู่ห่างจากบ้านตนไปราว 10 กม. ก็ไม่พบ อีก ตามหาตามบ้านญาติและบ้านเพื่อน หรือคนรู้จักก็ไม่พบ จึงได้เข้าแจ้งความไว้กับ พ.ต.ท.ชิ้น ช่อมาลี พนักงานสอบสวน สภ.ท่าไม้รวก ในขณะนั้น และพยายามออกติดตามหามาตลอด 3 ปีเศษ

นายสว่างให้การอ้าง ว่า สาเหตุที่ลูกชายและลูกสะใภ้หายสาบสูญไป คาดว่าน่าจะเกิดจากเมื่อปี 50 ลูกชายไปมีเรื่องขัดแย้งกับนายตำรวจยศระดับสูงคนหนึ่ง ทำให้นายตำรวจคนดังกล่าวเกิดความเคียดแค้นพาพวกมาอุ้มลูกชายและลูกสะใภ้ไป ฆ่าทิ้ง และคาดว่าศพของทั้งคู่อาจถูกฝังไว้ในไร่ของคนมีสีแห่งหนึ่งใน จ.เพชรบุรี ครอบครัวตนไม่อยากจะไปสู้รบตบมือกับใครเพราะต้องทำมาหากินและเลี้ยงดูหลาน สาววัย 12 ปี ที่เกิดจากลูกชายและลูกสะใภ้ อย่างไรก็ตาม วันนี้รู้สึกดีใจที่พบรถลูกชายหลังใช้ความพยายามมานานกว่า 3 ปี แม้จะทำใจว่าทั้งคู่เสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็อยากรู้ว่าศพอยู่ที่ไหน จะได้นำศพมาทำพิธีทางศาสนาต่อไป ในเรื่องคดีก็ขอให้ตำรวจเร่งติดตามคนร้ายให้ด้วย ส่วนเรื่องที่ตนรู้ว่ารถลูกชายจอดอยู่ในบ้านร้างหลังดังกล่าวได้อย่างไรนั้น เนื่องจากมีพลเมืองดีที่มีความใกล้ชิดกับคู่กรณีของลูกชายสงสารตน จึงช่วยแจ้งเบาะแสให้ทราบ

พ.ต.อ.ชาญศิริ สุขรวย ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี เปิดเผยว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าวว่าใครเป็นเจ้าของบ้าน ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หากเจ้าของบ้านเสียชีวิตไปแล้ว จะเรียกทายาทผู้ดูแลมาพบเพื่อให้ปากคำว่ารถคันดังกล่าวเข้าไปจอดอยู่ภายใน บ้านได้อย่างไร ถึงแม้จะเป็นบ้านร้างไม่มีผู้อยู่อาศัยมานาน แต่จากการสอบถามเพื่อนบ้านข้างเคียงทราบว่าเจ้าของบ้านยังแวะเวียนมาดูแล บ้านเป็นครั้งคราว ดังนั้น จะต้องรู้ว่าใครเป็นคนนำรถของผู้เสียหายมาจอดไว้ โดยจะแจ้งข้อหารับของโจรก่อน จากนั้นจะรอผลการตรวจจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานว่า ภายในรถพบร่องรอยการต่อสู้ ถูกทำร้าย หรือถูกฆาตกรรมหรือไม่ พร้อมประสานไปยัง สภ.ท่าไม้รวก เจ้าของคดีให้สืบสวนหาตัว 2 ผัวเมียว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หากตายแล้วศพอยู่ที่ไหน ก่อนจะสาวต่อไปว่าใครเป็นคนฆ่าและใครเป็นคนสั่งการ



ไทยรัฐออนไลน์
17 กันยายน 2555, 09:00 น.

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/newspaper/291616
บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3817


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์
| « ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 17, 2012, 10:10:12 AM »

หาย3ปีตามเจอรถ-โยง"พตอ."คดีอุ้มฆ่า

ญาติจี้รื้อ "2ผัวเมีย" ถูกป่นศพ


คดีลึกลับ - ตร.นำรถกระบะของนายสามารถ นุ่มจุ้ย และน.ส.อรษา เกิดทรัพย์ ผัวเมียที่หายตัวไป 3 ปี ไปตรวจสอบหลังพบจอดอยู่ในบ้านร้างหลังหนึ่งในซอยศิริโชติ ถนนกรุงเทพฯ-นนท์ จ.นนทบุรี

เร่งคลี่คดีปริศนาพบ ปิกอัพ 2 ผัวเมียเจ้าของไร่ในอ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ที่ถูกอุ้มฆ่าเมื่อ 3 ปีก่อนจอดทิ้งในบ้านร้างเมืองนนทบุรี พ่อ-พี่สาวตามเจอแจ้งตร.มาตรวจสอบ เปิดในรถพบบัตรปชช.ของลูกสะใภ้วางทิ้งอยู่พร้อมหมวกสานเปื้อนเลือด และพบรอยคล้ายเลือดอีกหลายจุด พ่อเผยก่อนเกิดเหตุลูกชายมีปัญหากับนายตำรวจระดับ "พ.ต.อ." เจ้าของที่ดินอยู่ติดกันถึงขั้นแจ้งความ แล้วจู่ๆ ลูกชาย-สะใภ้หายไปพร้อมกับรถปิกอัพ จนล่าสุดลูกสาวที่ทำงานอยู่ร.พ.ตำรวจ ได้รับข้อมูลจากคนใกล้ชิดของพ.ต.อ. ว่ารถจอดทิ้งในบ้านร้างหลังนี้ เมื่อมาดูพบว่าเป็นรถของลูกจริงๆ ตร.พบเอกสารค่าไฟและอื่นๆ ระบุชื่อผู้หญิงเป็นเจ้าของบ้าน เร่งเช็กว่าเป็นใครหรือมีสัมพันธ์กับใครบ้าง ก่อนติดตามตัวมาสอบสวน พบเบาะแส 2 ผัวเมียโดนอุ้มฆ่าไปตั้งแต่ 3 ปีก่อน คาดศพถูกฝังใต้ดงไผ่ในที่ดินส่วนบุคคล ใกล้ๆ ไร่สับปะรดของเหยื่อนั่นเอง



เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 ก.ย. นายสว่าง นุ่มจุ้ย อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 184 หมู่ 6 ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เข้าแจ้งความกับพ.ต.ท.มนัส นิลกลัด สารวัตรเวรสภ.เมืองนนทบุรี ให้ช่วยไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 125/53 ซอยศิริโชติ กรุงเทพ-นนท์ซอย 1 ต.บางเขน อ.เมืองนนทบุรี เนื่อง จากพบรถปิกอัพโตโยต้า รุ่นไทเกอร์ แบบมีแค็บ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน บฉ-5960 เพชรบุรี ของนายสามารถ นุ่มจุ้ย ลูกชายที่หายตัวไปพร้อมกับน.ส.อรษา เกิดทรัพย์ ภรรยา ขณะขับรถคันดังกล่าวไปธุระตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2552



หลัง รับแจ้งพ.ต.ท.มนัส จึงรายงานผู้บังคับบัญชาพร้อมด้วยพ.ต.ท.ปัณณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ รอง ผกก.สส. นำกำลังไปตรวจสอบ บ้านดังกล่าวเป็นบ้านร้าง ปลูกบนเนื้อที่ประมาณ 80 ตารางวา พบรถตามที่นายสว่าง ระบุ จอดอยู่ในโรงรถฝุ่นจับเขรอะ ล้อถูกถอดออกทั้งหมดหนุนไว้ด้วยก้อนอิฐ ป้ายทะเบียนถูกถอดออกเช่นกัน แต่นายสว่างจำตำหนิได้ยืนยันว่าเป็นรถของลูกชาย เมื่อเข้าไปดูบริเวณกระจกหน้ารถพบป้ายเสียภาษีระบุเป็นรถหมายเลขทะเบียน บฉ-5960 เพชรบุรี จึงติดต่อรถยกลากมาที่โรงพัก



จากนั้นให้ ช่างกุญแจมาไขเปิดประตู ภายในพบบัตรประจำตัวประชาชนและบัตรประกันสังคมของน.ส.อรษา นอกจากนี้พบหมวกสานของชาวสวนเปื้อนเลือดวางอยู่ และพบรอยคล้ายเลือดเป็นดวงๆ หลายจุด จึงให้พฐ.มาเก็บรายละเอียดและรอยดังกล่าวไปตรวจสอบว่าเป็นเลือดของใคร



นาย สว่าง ให้การว่าลูกชายและลูกสะใภ้มีไร่สับปะรดในเขตอ.ท่ายาง ช่วงเกิดเหตุเมื่อเดือนมิ.ย. 2552 เดินทางมาหาลูกที่บ้านพบเพียงสำรับกับข้าววางทิ้งอยู่ พยายามติดต่อแต่ก็ติดต่อไม่ได้จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความไว้ที่สภ.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง พร้อมกับออกติดตามหานานหลายปีแต่ก็ไม่พบ โดยก่อนเกิดเหตุลูกชายมีเรื่องกับพ.ต.อ.นายหนึ่ง ซึ่งมีไร่อยู่ติดกัน มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งหลายครั้ง โดยพ.ต.อ.กล่าวหาว่าลูกชายเข้าไปขโมยตัดไม้ในที่ดิน และเคยแจ้งความจับลูกชายขโมยรถของภรรยาด้วย แต่ศาลยกฟ้อง



"หลัง จากลูกชายหายไปและเชื่อว่าคงประสบเหตุร้ายแล้ว จึงไปขอพบพ.ต.อ.เพื่อสอบถาม ซึ่งนายตำรวจปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง ที่ผ่านมาพยายามตามหาลูกชายกับลูกสะใภ้มาโดยตลอด แต่ก็ไม่พบ จนเมื่อเร็วๆ นี้ลูกสาวคนโตที่ทำงานอยู่ร.พ.ตำรวจ ได้รับแจ้งจากคนใกล้ชิดของพ.ต.อ.นายดังกล่าว ว่ารถของลูกชายจอดอยู่ในบ้านหลังนี้ จึงเดินทางมาตรวจดูพบว่าเป็นรถของลูกชายที่หายไปจริงๆ" นายสว่างกล่าวและว่า ตอนนี้ไม่ได้คาดหวังว่าลูกชายและลูกสะใภ้จะมีชีวิตอยู่ แต่อย่างน้อยขอศพมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาก็ยังดี



ด้าน พ.ต.อ.ชาญศิริ สุขรวย ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี กล่าวว่า ช่วงไปนำรถมาจากบ้านดังกล่าวพบใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าและเอกสารต่างๆ ระบุชื่อ "วิสสา จันทรบัญชร" พักอยู่บ้านเกิดเหตุ ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเป็นใคร หรือเชื่อมโยงถึงใครบ้าง และติดต่อเพื่อมาสอบปากคำว่าเหตุใดรถของนายสามารถ จึงมาจอดอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้



รายงานข่าวแจ้งว่ามีผู้ให้ ข้อมูลเพิ่มเติมว่า 2 ผัวเมียถูกอุ้มฆ่าไปแล้ว คาดว่าศพน่าจะถูกฝังอยู่ใต้ดงไผ่ในที่ดินส่วนบุคคล ที่อยู่ในละแวกเดียวกับกับไร่สับปะรดของนายสามารถนั่นเอง



ข่าวสดรายวัน
วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555 น.


ที่มา :  http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXhNREUzTURrMU5RPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=
TWpBeE1pMHdPUzB4Tnc9PQ==
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 11, 2015, 09:12:21 AM โดย admin_demo » บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3817


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์
| « ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 18, 2012, 10:09:12 AM »

ลุยค้นแน่-ไร่ท่ายาง ฆ่าฝัง2ศพ

คนใกล้ชิด"พตอ." ชี้เบาะแสเพิ่มเติม ตร.นนท์บุกบ้าน จุดที่ซุกรถเหยื่อ! เร่งหาตัวเจ้าของ


หาหลักฐาน - พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบก.นนทบุรี เข้าตรวจค้นบ้านร้างในซอยกรุงเทพฯ-นนท์ จ.นนทบุรี หาหลักฐานคดีผัวเมียชาวท่ายาง จ.เพชรบุรี ถูกอุ้มหาย 3 ปี พบเส้นผมกระจุกใหญ่

ตร.เพชรบุรี เร่งรวบรวม หลักฐานออกหมายค้นจุดต้องสงสัย เป็นกอไผ่ในไร่แห่งหนึ่งอ.ท่ายาง ที่คาดเป็นจุดฝังศพ 2 ผัวเมีย ระบุโดนอุ้มไปยิง ก่อนใช้รถตักดินฝังอำพราง ด้านผู้การนนทบุรีนำทีมถือหมายค้นบุกบ้านร้างจุดพบรถของ 2 ผัวเมีย เจอรอยเท้าย่ำมั่วในบ้านและพบเส้นผมมี 2 กระจุก เก็บมาเปรียบเทียบดีเอ็นเอ และเช็กหาใครเป็นเจ้าของบ้านกันแน่เบื้องต้นพบมี 2 ชื่อในใบแจ้งหนี้ค่าไฟและโทรศัพท์ ขณะที่ชุดสืบสวนนัดพบกับพ่อของเหยื่อและแหล่งข่าวคนใกล้ชิดพ.ต.อ. เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม เผยพ.ต.อ.เป็นนายตำรวจใกล้เกษียณอายุราชการ ก่อนหน้านี้เคยถูกร้องเรียนเป็นผู้กว้างขวางในจ.เพชรบุรี ด้วย



จากกรณีพบรถปิกอัพรุ่นไทเกอร์ แบบมีแค็บ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน บฉ-5960 เพชรบุรี จอดทิ้งในบ้านร้างเลขที่ 125/53 ซอยศิริโชติ กรุงเทพ-นนท์ซอย 1 อ.เมืองนนทบุรี โดยเป็นรถของนายสามารถ นุ่มจุ้ย น.ส.อรษา เกิดทรัพย์ ภรรยา เจ้าของไร่สับปะรดในอ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ซึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2552 โดยก่อนเกิดเหตุญาติระบุว่ามีปัญหากับนายตำรวจระดับ"พ.ต.อ."ที่มีไร่อยู่ติด กัน ก่อนที่ล่าสุดญาติจะได้ข้อมูลจากคนใกล้ชิดพ.ต.อ.ว่ารถจอดอยู่ที่บ้านดัง กล่าว จึงประสานตำรวจสภ.เมืองนนทบุรี มาตรวจดูพบเป็นรถของนายสามารถจริงๆ ในรถพบบัตรประจำตัวประชาชนของน.ส.อรษา และร่องรอยคล้ายเลือดจำนวนหนึ่ง ส่วนบ้านหลังนี้ตำรวจพบใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าและเอกสารส่งถึงคนชื่อวิลสา จันทรบัญชร พักอยู่บ้านดังกล่าว ญาติจึงจี้ให้รื้อคดีและสงสัยว่า 2 ผัวเมียอาจถูกฆ่าฝังศพในกอไผ่ใกล้ๆ ไร่สับปะรดนั่นเอง ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น



ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 17 ก.ย. นายสว่าง นุ่มจุ้ย และน.ส.วิมล นุ่มจุ้ย พ่อและพี่สาวของนายสามารถ เข้าพบพ.ต.ท.ชิ้น ช่อมาลี พนักงานสอบสวนสภ.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เจ้าของคดีคนหายที่มาแจ้งความไว้เมื่อปี 2552 เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่พบรถของนายสามารถจอดทิ้ง ในบ้านร้างจ.นนทบุรี



น.ส.วิมล กล่าวว่ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับตำรวจว่าเจอรถของน้องชายแล้ว และต้องการให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนหาศพน้องชายและน้องสะใภ้ให้พบ ซึ่งตอนนี้ทุกคนในครอบครัวเชื่อว่าน้องชายและน้องสะใภ้เสียชีวิตแล้ว จึงต้องการนำศพมาบำเพ็ญกุศลตามประเพณี



น.ส.วิมลกล่าวอีกว่า ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ นักสถิติ ระดับ 3 แผนกสังกัดกลุ่มอายุรกรรม โรงพยาบาลตำรวจ การพบรถของน้องชายมาจากก่อนหน้านี้มีนายตำรวจคนหนึ่งติดต่อให้ช่วย เป็นพยานคดีมรดก จนต่อมาคนใกล้ชิดของพ.ต.อ.ทราบเรื่องจึงโทรศัพท์มาสอบถามข้อมูล ก่อนเล่าให้ฟังถึงเรื่องรถน้องชาย เมื่อไปดูตามที่ได้รับทราบข้อมูลมาก็พบรถของน้องจริงๆ



พี่สาวเหยื่ออุ้มฆ่ากล่าวอีกว่า นอกจากเรื่องรถแล้ว บุคคลดังกล่าวเล่าเหตุการณ์เพิ่มเติมอีกว่าน้องชายและน้องสะใภ้ ถูกคนดักอุ้มมัดมือเท้านำไปยิงทิ้งในไร่แห่งหนึ่ง ก่อนใช้รถตักดินฝังร่างทั้ง 2 คนไว้บริเวณกอไผ่หลังบ้าน จึงอยากให้ตำรวจช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย



น.ส.วิมลเล่าว่าสำ หรับพ.ต.อ.ที่มีปัญหากันนั้น ตอนแรกถือว่าสนิทสนมกันดี เพราะน้องชาย เคยเข้าไปช่วยงานในไร่บ่อยๆ ก่อนที่จะมีเรื่อง เพราะพ.ต.อ.กล่าวหาว่าน้องแอบเข้าไปตัดไม้ในที่ของเขา และยังเคยเกิดเรื่องที่น้องชายขอยืม รถปิกอัพของภรรยาพ.ต.อ.ไปขนของ กลับถูกพ.ต.อ.แจ้งความจับข้อหาขโมยรถ แต่ศาลยกฟ้อง จากนั้นก็กินใจกันเรื่อยมาก่อนที่น้องชายและ น้องสะใภ้จะหายตัวไป



ด้าน พ.ต.อ.พิชัย ปกป้อง ผกก.สภ.ท่าไม้รวก กล่าวว่า ให้เจ้าหน้าที่สอบสวนบันทึกคำให้การว่ามีข้อมูลพยานหลักฐานเพิ่มเติมจุดไหน บ้าง ที่ทางสภ.ท่าไม้รวก จะดำเนินการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกได้ ถ้ามีส่วนคดีเกี่ยวพันในท้องที่จะดำเนินการอย่างเต็มที่ ในส่วนที่ครอบครัวของนายสามารถ อ้างว่าศพอาจอยู่ในไร่แห่งหนึ่งนั้น ขอตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งหลักฐานจากพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี หากข้อมูลเพียงพอ จะขออำนาจศาลออกหมายค้น และเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ต้องสงสัยทันที



วันเดียวกันผู้สื่อข่าว เดินทางไปตรวจสอบยังพื้นที่ซึ่งญาตินายสามารถสงสัยว่าจะเป็นจุดฆ่าฝังนาย สามารถและภรรยา พบว่าเป็นไร่ขนาดใหญ่พื้นที่ติดกับแม่น้ำเพชรบุรี มีโรงเรือนสำหรับเลี้ยงสัตว์และบ้านอยู่อาศัย 1 หลัง นอกจากนี้ยังมีบ้านพักอีกแห่งอยู่ในไร่ โดยด้านหลังบ้านดังกล่าว มีต้นไผ่ขึ้นเป็นกอขนาดใหญ่ด้วย



ที่สภ.เมืองนนทบุรี พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบก.ภ.นนทบุรี เรียกประชุมชุดสืบสวนประกอบด้วยพ.ต.อ.ชาญศิริ สุขรวย ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี พ.ต.ท.ปัณณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองนนทบุรี พ.ต.ท.สุรัตน์ ประทุมแก้ว รอง ผกก.สส.ภ.เพชรบุรี เพื่อวางแนวทางการทำงาน



พล.ต.ต. ธนายุตม์ กล่าวหลังประชุมว่า ให้ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี ตรวจสอบทะเบียนราษฎร บ้านที่พบรถว่ามีใครอาศัยอยู่บ้าง แต่จากการตรวจสอบไม่มีใครเป็นเจ้าบ้านและผู้อาศัยมานานแล้ว แต่จะตรวจสอบย้อนหลังไปว่าใครเป็นผู้ขอทะเบียนบ้านดังกล่าว เพื่อเรียกมาสอบสวน ในเบื้องต้นพบชื่อบุคคล 2 คน ในใบแจ้งค่าโทรศัพท์และค่าไฟฟ้า ซึ่งจะเรียกมาสอบสวน ต่อไป ขณะเดียวกันประสานกับพล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภาค 7 รับผิดชอบพื้นที่จ.เพชรบุรี ซึ่งคาดว่าเป็นสถานที่เกิดเหตุ ในการติดตามคดีนี้อย่างต่อเนื่อง



ต่อมาพล.ต.ต.ธนายุตม์ นำกำลังพร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานนำหมายศาลจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 125/53 และ 125/2 กรุงเทพ-นนท์ ซอย 1 จุดที่พบรถปิกอัพของนายสามารถ อีกครั้ง โดยเตรียมเครื่องมือ ขุดเจาะพื้นมาด้วย มีนางเอื้อน เกิดทรัพย์ อายุ 60 ปี แม่ของน.ส.อรษา ภรรยานายสามารถ ที่หายตัวไปพร้อมกัน มาร่วมสังเกตการณ์ด้วย โดยเจ้าหน้าที่เก็บดีเอ็นเอนางเอื้อนไว้ตรวจสอบเปรียบเทียบกับหลักฐานอื่นๆ



จากการตรวจสอบในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบเส้นผมของมนุษย์ 2 กระจุกใหญ่อยู่ในกระถางต้นไม้ข้างหน้าต่างบ้าน ส่วนในบ้านพบรอยรองเท้าหลายคู่ โดยพล.ต.ต.ธนายุตม์ กล่าวว่า จะนำเส้นผมที่พบไปตรวจดีเอ็นเอแล้วนำมาเทียบ กับญาติของนายสามารถและน.ส.อรษา ส่วนการขุดเจาะพื้นปูนที่ต้องสงสัยคงทำไม่ทัน เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ขอหมายมาตรวจค้นเท่านั้น และในวันที่ 18 ก.ย. จะขอหมายศาลอีกครั้งเพื่อเข้าตรวจหาหลักฐานเพิ่มเติม



รายงานข่าวแจ้งว่าในช่วงค่ำพ.ต.อ.ชาญศิริ เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งพบกับนายสว่าง บิดานายสามารถ และแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลเรื่องรถของนายสามารถ โดยแหล่งข่าวคนดังกล่าวเป็นผู้ใกล้ชิดกับพ.ต.อ.



รายงานข่าว แจ้งอีกว่าสำหรับพ.ต.อ.นายดังกล่าว ชุดสืบสวนทราบประวัติและข้อมูลอย่างละเอียดทั้งหมดแล้ว เป็นนายตำรวจที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ ก่อนหน้านี้เคยถูกจดหมายร้องเรียนไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าทำตัวเป็นผู้กว้างขวางในพื้นที่จ.เพชรบุรี ด้วย



ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกตร. กล่าวถึงคดีที่เกิดขึ้นโดยมีนายตำรวจระดับพ.ต.อ.ถูกพาดพิงว่ามีปัญหากับ 2 สามีภรรยาที่ถูกอุ้มหายตัวไปนานถึง 3 ปีว่า ทุกอย่างต้องดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน ล่าสุดสอบถามกับเจ้าหน้าที่สภ.เมืองนนทบุรี ทราบว่าจะนำหลักฐานทุกอย่างมอบให้ตำรวจสภ.ท่าไม้รวก และนำหลักฐานที่พบได้มอบให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตามสำหรับข้อสงสัยที่ญาติระบุว่า สองสามีภรรยากลายเป็นศพและถูกหมกอยู่ในที่ดินอ.ท่ายาง นั้น ต้องมีหลักฐาน โดยพนักงานสอบสวนจะรวบรวมและเสนอศาลพิจารณาออกหมายค้นต่อไป



รายงานข่าวแจ้งว่านายตำรวจคนดังกล่าว เข้าโครงการสมัครใจลาออกก่อนเกษียณอายุราชการ หรือเออร์ลี่รีไทร์ในวันที่ 30 ก.ย. นี้ ทั้งนี้ ทางต้นสังกัดของตำรวจนายดังกล่าวรับทราบข้อมูลต่างๆ แล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการใดๆ เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานใดที่ชี้ชัดว่านายตำรวจคนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้



ข่าวสดรายวัน
วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555
   

ที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdOREU0TURrMU5RPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=
TWpBeE1pMHdPUzB4T0E9PQ==
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 11, 2015, 09:12:56 AM โดย admin_demo » บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3817


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์
| « ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 18, 2012, 10:22:28 AM »

ตร.เมืองนนท์ค้นบ้านต้องสงสัยอีกรอบพบหลักฐานสำคัญ





ตร.เมืองนนท์ พบพยานปากสำคัญคดีอุ้มลูกชาย-ลูกสะใภ้ เพชรบุรีหายนานนับปี พร้อมนำหมายเข้าค้นบ้านที่พบรถยนต์ เจอเส้นผม กับ รองเท้าแตะ ของผู้ต้องสงสัย เชื่อเป็นหลักฐานสำคัญทางคดี

วันนี้ (17 ก.ย.) พ.ต.อ.ชาญศิริ สุขรวย ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี  พร้อมด้วยนายสว่าง นุ่มจุ้ย พ่อของนายสามารถ ได้นัดพยานบุคคลปากสำคัญซึ่งเป็นผู้ที่ให้เบาะแสว่าพบรถกระบะของนายสามารถ จอดอยู่ในบ้านร้างหลังดังกล่าว ให้มาพบที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านพระราม 3 (ร้านยำแซ่บ ชั้น 5 ห้างเซ็นทรัล พระราม 3) เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวที่มาของข้อมูลรถกระบะดังกล่าว โดยใช้เวลาสอบปากคำนานประมาณ 1 ชั่วโมง
 

ภายหลัง พ.ต.อ.ชาญศิริ เปิดเผยว่า ในวันนี้ได้ขออนุมัติหมายค้นพร้อมนำกำลังเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 1 เข้าตรวจค้นบ้านร้างหลังที่พบรถกระบะของนายสามารถอีกครั้ง ก็พบหลักฐานสำคัญเป็นเส้นผม กับรองเท้าแตะของผู้ชายอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว แต่จะเกี่ยวข้องกับคดีหรือไม่นั้น ต้องรอให้ทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานทำการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนบริเวณอื่นๆในบ้านนั้นยังไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (18 ก.ย.) เวลา 09.00 น.จะเข้าทำการตรวจค้นบ้านอีก 1 หลังซึ่งอยู่ในรั้วเดียวกันอย่างละเอียดอีกครั้งว่าจะพบหลักฐานเพิ่มเติม หรือไม่


จากการตรวจสอบตามทะเบียนบ้านพบว่า บ้านหลังดังกล่าวไม่มีเจ้าบ้านแต่อย่างใด แต่ยังโชคดีที่พบซองจดหมายที่เหน็บไว้หน้าบ้าน จ่าหน้าซองถึงชายหญิงคู่หนึ่ง ซึ่งหลักจากนี้จะให้พนักงานสอบสวน ทำการออกหมายเรียกชายหญิงคู่ดังกล่าวมาทำสอบปากคำว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับบ้านหลังดังกล่าวอย่างไรบ้าง และมีส่วนรู้เห็นเรื่องรถกระบะของนายสามารถว่าเข้ามาจอดที่บ้านร้างด้วยหรือ ไม่ ส่วนตัวนายสามารถกับภรรยานั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเสียชีวิตแล้วหรือยัง จนกว่าจะพบพยานหลักฐานที่ยืนยันแน่ชัด


พ.ต.อ.ชาญศิริ กล่าวด้วยว่า สำหรับพยานคนที่แจ้งเบาะแสให้นายสว่าง ทราบถึงเรื่องรถกระบะของลูกชายนั้น ในวันนี้นายสว่างได้พามาพบเพื่อให้ทำการสอบถามว่าทราบได้อย่างไรว่ารถกระบะ คันดังกล่าวนั้นจอดอยู่ในบ้านร้างหลังนี้ ซึ่งเบื้องต้นเจ้าตัวให้การว่า รู้เรื่องเพราะได้รับการบอกเล่ามาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งหลังจากนี้จะให้ชุดสืบสวนไปตรวจสอบว่า พยานคนดังกล่าวนั้นทราบเรื่องมาจากใคร ทำไมถึงบอกพิกัดได้ถูกต้องว่ารถจอดอยู่ในบ้านร้างหลังนี้ ส่วนรถกระบะคันดังกล่าวนั้นเข้ามาจอดอยู่ที่บ้านตั้งแต่เมื่อไร จากนั้นทาง สภ.เมืองนนทบุรี จะทำการรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด เพื่อส่งต่อให้ทาง สภ.ท่าไม้รวก ดำเนินการต่อไป


ด้านนายสว่าง กล่าวว่า ยังกลัวเรื่องอิทธิพลมืดอยู่ด้วย แต่วันพรุ่งนี้ (18 ก.ย.) เวลา 10.00 น. ตนจะเดินทางไปร้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ ให้เข้ามาสอบสวนคดีลูกตนด้วย



เดลินิวส์ออนไลน์
วันจันทร์ที่ 17 กันยายน 2555 เวลา 22:58 น.


ที่มา : http://www.dailynews.co.th/crime/155791
บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3817


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์
| « ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 18, 2012, 10:26:07 AM »

เตรียมส่งหลักฐานพิสูจน์ใช่ของสองสามีภรรยาชาวท่ายางหรือไม่

โฆษกตร. ระบุ ต้องให้ศาลออกหมายค้นบ้านพ.ต.อ. เตรียม ส่งหลักฐานพิสูจน์ของสองสามีภรรยาหรือไม่


ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันนี้ ( 17 ก.ย.)  พล.ต.ต.ปิยะ  อุทาโย  โฆษก ตร. กล่าวถึงการหายตัวของนายสามารถ  นุ่มจุ้ย  และน.ส.อรษา  เกิดทรัพย์  สามีภรรยาชาวท่ายาง  จ.เพชรบุรี เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ว่า ทุกอย่างต้องดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน ล่าสุดได้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ สภ.เมือง จ.นนทบุรี ว่าจะนำหลักฐานทุกอย่างมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.ท่าไม่รวก จ.เพชรบุรี   และนำหลักฐานที่พบได้มอบให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตามสำหรับข้อสงสัยที่ญาติระบุว่า สองสามีภรรยาจะกลายเป็นศพและถูกหมกอยู่ในที่ดินของ พ.ต.อ.รายหนึ่งนั้น  ต้องมีหลักฐาน โดยพนักงานสอบสวนจะรวบรวมและเสนอศาลพิจารณาออกหมายค้นต่อไป
 

รายงานข่าวแจ้งว่า นายตำรวจคนดังกล่าวเข้าโครงการสมัครใจลาออกก่อนเกษียณ อายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. นี้ ทั้งนี้ทางต้นสังกัดของตำรวจนายดังกล่าวได้รับทราบแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เนื่องจากยังไม่มีพยานหลักฐานใดที่เชื่อได้ว่า นายตำรวจคนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
 

รายงานข่าวระบุด้วยว่า สภ.เมืองนนทบุรี ได้พบหลักฐานที่พบภายในรถกระบะของผู้สูญหายเป็นรองเท้าซึ่ง ไม่ทราบว่าเป็นของผู้ตายหรือไม่  และเส้นผมจำนวนหนึ่ง โดยส่งมาตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ และจะเปรียบเทียบดีเอนเอว่าตรงกับพ่อแม่ของนายสามารถ หรือ น.ส.อรษาหรือไม่
 


เดลินิวส์ออนไลน์
วันจันทร์ที่ 17 กันยายน 2555 เวลา 19:46 น.

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/crime/155777
บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3817


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์
| « ตอบ #6 เมื่อ: กันยายน 18, 2012, 10:46:21 AM »

  พ่อยันลูก-สะใภ้ พตอ.ฆ่าทิ้ง ขุดฝังศพในไร่



ลั่นไกก่อนเหี้ยมโหด ลุยค้นบ้านร้างพบรถ เจอหลักฐานบิลค่าไฟ

พ่อหนุ่มไร่สับปะรดที่ถูกอุ้มหายสาบสูญพร้อมเมียเมื่อ 3 ปีก่อนเข้าให้ปากคำพนักงาน สอบสวนเพิ่มเติมยืนยันลูกชายกับลูกสะใภ้ถูก พ.ต.อ.เจ้าของไร่ฆ่าทิ้ง หลังกล่าวหาขโมยรถกระบะ ก่อนจับมัดมือเท้าแล้วลั่นไกโหดเหี้ยมใช้รถแบ็กโฮขุดฝังไว้ในไร่ ส่วนรถกระบะนำไปจอดทิ้งไว้ในบ้านร้างจนทราบเบาะแสจากพี่ชายของนายตำรวจใหญ่ พาไปดูถึงที่ ขณะที่ตำรวจนำหมายศาลลุยค้นบ้านอีกครั้งเจอเส้นผม 2 กระจุกใหญ่  เผยได้หลักฐานเด็ดบิลค่าไฟเป็นชื่อเมียบิ๊กสีกากี  เตรียมเรียกตัวสอบคลี่ปม

จากคดีการหายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำของนาย สามารถ นุ่มจุ้ย อายุ 30 ปี และ น.ส.อรษา เกิดทรัพย์ อายุ 30 ปี สองผัวเมียอาชีพทำไร่สับปะรดใน ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี พร้อมกับรถปิกอัพโตโยต้า ไทเกอร์ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน บฉ 5960 เพชรบุรี ตั้งแต่เดือน มิ.ย.52 โดยนายสว่าง นุ่มจุ้ย อายุ 55 ปี พ่อของนายสามารถ เข้าแจ้งตำรวจ สภ.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง และพยายามตามหาลูกชายกับลูกสะใภ้อย่างไม่ลดละนานกว่า 3 ปี ก่อนเจอรถปิกอัพคันดังกล่าวจอดอยู่ในบ้านร้างเลขที่ 125/53 ชุมชนศิริโชติ ซอยกรุงเทพฯ-นนท์ 1 ถนนกรุงเทพฯ-นนท์ ต.บางเขน อ.เมืองนนทบุรี จึงร้องตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรีไปตรวจสอบหาหลักฐานในสภาพถูกถอดล้อทั้ง 4 ล้อฝุ่นจับเขรอะทั้งคันและมีรอยคล้ายคราบเลือดติดอยู่ที่หมวกชาวไร่ โดยคาดว่าทั้งสองถูกนายตำรวจใหญ่ยศ พ.ต.อ.ที่มีไร่อยู่ในพื้นที่ซึ่งมีปัญหาขัดแย้งกันอุ้มไปฆ่าทิ้งนั้น

ความคืบหน้าในการคลี่ปมคดีปริศนาสองผัวเมียหายตัวลึกลับ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 ก.ย.นายสว่าง นุ่มจุ้ย พร้อมด้วย น.ส.วิมล นุ่มจุ้ย ลูกสาวทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สถิติระดับ 3 โรงพยาบาลตำรวจ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ชิ้น ช่อมาลี พนักงานสอบสวน สภ.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง และ พ.ต.อ.พิชัย ปกป้อง ผกก.สภ.ท่าไม้รวก เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีดังกล่าวหลังมีการพบรถปิกอัพของลูกชาย โดยนายสว่างเปิดเผยรายละเอียดว่า ก่อนหน้าที่จะหายตัวไปนายสามารถและ น.ส.อรษาทำงานอยู่ในไร่ของนายตำรวจคนดังกล่าวด้วย โดยมีการเลี้ยงวัวพันธุ์ เลี้ยงม้า และกวาง แต่ต่อมาเกิดมีปัญหาขัดแย้งกัน เพราะนายตำรวจเจ้าของไร่เป็นคนอารมณ์ร้อนกล่าวหาว่าลูกชายตนขโมยรถปิกอัพไป ทั้งที่ความจริงลูกชายเอารถไปลากรถกระบะของตัวเองที่ติดหล่มอยู่ แต่นายตำรวจคู่กรณีไม่ฟังเสียงจนมีการแจ้งความดำเนินคดีกับลูกชาย จากนั้นก็หายตัวไปพร้อมภรรยาและรถปิกอัพ

นายสว่างให้การอีกว่า ระหว่างที่ตนและครอบครัวออกตามหาลูกชายและลูกสะใภ้ได้ติดต่อกับพี่ชายของนาย ตำรวจคนดังกล่าว ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมาได้นัดรับประทานอาหารกันและตนได้เอ่ยปากขอความช่วยเหลือในการ ติดตามหาลูกชายเพราะเวลาล่วงเลยมานานกว่า 3 ปีแล้วแต่ยังไม่พบร่องรอย โดยพี่ชายนายตำรวจคนดังกล่าวได้โทรศัพท์สอบถามหญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นคนดูแล ไร่ของน้องชายในพื้นที่ ต.กลัดหลวง ทราบว่ารถปิกอัพของลูกชายจอด อยู่ในบ้านร้างย่านกรุงเทพฯ-นนท์ อ.เมืองนนทบุรี ซึ่งเป็นบ้านของ พ.ต.อ.คนดังกล่าว หากต้องการดูรถก็จะพาไป ต่อมาวันที่ 15 ก.ย. พี่ชายนายตำรวจคนนั้นได้พาไปดูรถปิกอัพ โดยใช้กุญแจสำรองไขเข้าไปจนพบรถจอดอยู่ในบ้านแต่ไม่มีคนอยู่อาศัย ก่อนแจ้งตำรวจเพื่อตรวจหาหลักฐานเพราะเชื่อว่าลูกชายกับลูกสะใภ้น่าจะเสีย ชีวิตไปแล้ว

“หลังพบรถทราบจากปากของพี่ชายนายตำรวจใหญ่ว่าลูกชายและ ลูกสะใภ้ถูก พ.ต.อ.ยิงทิ้งอย่างเหี้ยมโหดที่บ้านพักในไร่ ก่อนลงมือสังหารนายตำรวจคนดังกล่าวมัดมือมัดเท้าทั้งสองไว้แล้วใช้ปืนยิง แล้วใช้รถแบ็กโฮขุดหลุมนำศพไปฝัง ขณะเกิดเหตุมีภรรยาของ พ.ต.อ.รู้เห็นเหตุการณ์ด้วย อยากให้ตำรวจเชิญพ.ต.อ.และหญิงสาวที่ดูแลไร่มาสอบสวน เพราะอยากได้ลูกชายและลูกสะใภ้กลับมาไม่ว่าจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม อยากให้ขุดหาศพพิสูจน์ความจริงขณะนี้มาทราบว่านายตำรวจคนนี้ได้ทำเรื่อง เออร์ลี่จากราชการแล้ว” นายสว่างกล่าวและว่า อย่างไรก็ตามตอนนี้อยู่ระหว่างหารือกับญาติเพื่อเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภ.7 ให้ช่วยเร่งรัดคดีเพราะกลัวว่าหากล่าช้าพยานหลักฐานต่างๆจะถูกทำลาย

ด้าน พ.ต.อ.พิชัย ปกป้อง ผกก.สภ.ท่าไม้รวก กล่าวภายหลังสอบปากคำว่า พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างประสานข้อมูลจาก สภ.เมืองนนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบรถปิกอัพของลูกชายนายสว่างเพื่อเร่งสอบสวนหาตัวเจ้าของ บ้านโดยเร็ว ล่าสุดตรวจพบว่าบ้านหลังดังกล่าวมีชื่อภรรยาของนายตำรวจต้องสงสัยเป็นเจ้า ของบิลค่าไฟรวมทั้งต้องนำรถไปตรวจพิสูจน์รอยคราบเลือดว่าเกี่ยวพันกันหรือ ไม่ เมื่อมีหลักฐานชัดเจนก็สามารถขออนุมัติศาลออกหมายค้นไร่ดังกล่าวได้ ถ้าหลักฐานเชื่อมโยงทางคดีก็จะเชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาสอบสวนต่อไป ในส่วนของพยานหากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยก็จะจัดกำลังคุ้มกันให้

ที่ สภ.เมืองนนทบุรี  เวลา  12.00  น.วันเดียวกัน พล.ต.ต.ธนายุตม์  วุฒิจรัสธำรงค์ ผบก.ภ.จ.นนทบุรี เรียกประชุมชุดสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีดังกล่าวประกอบด้วย  พ.ต.อ.ชาญศิริ  สุขรวย  ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี  พ.ต.ท.ปัณณพัฒน์  เดชโชติพิสิฐ  รอง  ผกก.สส.สภ.เมืองนนทบุรี  และ  พ.ต.ท.สุรัตน์  ประทุมแก้ว รอง  ผกก.สส.ภ.จ.เพชรบุรี  ภายหลังประชุม  พล.ต.ต.ธนายุตม์เปิดเผยว่า  ได้สั่งการให้  พ.ต.อ.ชาญศิริตรวจสอบทะเบียนราษฎรบ้านที่พบรถสูญหายเมื่อ 3 ปีก่อน ว่ามีชื่อใครเป็นเจ้าบ้านและมีใครอาศัยบ้าง  แต่จากการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีชื่อผู้ใดเป็นเจ้าบ้านและผู้อาศัยมานานแล้ว  และให้ตำรวจตรวจสอบย้อนหลังว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวมีใครเป็นผู้ขอทะเบียนบ้าน เพื่อเรียกตัวมาสอบสวน  เบื้องต้นพบชื่อบุคคล  2  คนในใบแจ้งค่าโทรศัพท์และค่าไฟฟ้า ซึ่งจะออกหมายเรียกมาสอบสวนต่อไป  ขณะเดียวกันได้ประสานไปยัง พล.ต.ท.หาญพล  นิตย์วิบูลย์  ผบช.ภ.7 เพื่อประสานขอข้อมูลต่างๆในการติดตามคดีนี้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ พ.ต.ท.ปัณณพัฒน์ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองนนทบุรี กล่าวว่า ในส่วนความรับผิดชอบคดีของ  สภ.เมืองนนทบุรี  ท้องที่ที่พบรถกระบะคันที่แจ้งหายจะทำคดีในส่วนรับของโจรก่อน  เพราะตอนนี้ยังไม่พบศพ  2  คนที่แจ้งหายไว้  ถือว่าทั้งคู่ยังไม่เสียชีวิต  ส่วนหลักฐานต่างๆที่เก็บได้ภายในรถ  เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้ส่งตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์แล้วคาดว่าต้องใช้ เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ก็จะทราบผล

ต่อมาเวลา  14.30  น.  พล.ต.ต.ธนายุตม์  วุฒิจรัสธำรงค์ ผบก.ภ.จ.นนทบุรี พ.ต.อ.ปรีดี พงศ์เศรษฐสันต์ รอง ผบก.ศพฐ. 1 พ.ต.อ.ชาญศิริ สุขรวย ผกก. สภ.เมืองนนทบุรี  และ  พ.ต.ท.ปัณณพัฒน์  เดชโชติพิสิฐ  รอง  ผกก.สส.สภ.เมืองนนทบุรี  นำหมายศาลจังหวัดนนทบุรีเข้าตรวจสอบบ้านร้างเลขที่  125/53 ภายในชุมชนศิริโชติอีกครั้งเพื่อค้นหาหลักฐานเพิ่มเติม โดยมีนางเอื้อน  เกิดทรัพย์ อายุ 60 ปี แม่  น.ส.อรษาที่หายตัวไปพร้อมนายสามารถไปร่วมสังเกตการณ์และเจ้าหน้าที่ได้เก็บ ดีเอ็นเอนางเอื้อนไว้เปรียบเทียบกับ น.ส.อรษาด้วย  จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่พบเส้นผม 2  กระจุกใหญ่ในกระถางต้นไม้ข้างหน้าต่างบ้าน  ส่วนในบ้านพบรอยรองเท้าหลายคู่  นอกจากนี้ ยังพบรอยโบกปูนต่างจากรอยพื้นเก่า  เจ้าหน้าที่จะนำเครื่องมือมาขุดเจาะอีกครั้งเพื่อพิสูจน์ว่ามีการขุดฝังศพ 2 ผัวเมียหรือไม่

ด้านนางเอื้อน แม่ของ น.ส.อรษา กล่าวว่า ได้ดูรถปิกอัพที่พบในบ้านหลังดังกล่าวซึ่งจอดไว้ที่โรงพัก  สภ.เมืองนนทบุรี  ยืนยันเป็นรถคันที่หายไปจริงๆ โดยรถคันนี้เป็นชื่อของลูกสาว ขณะนี้ยังไม่ทราบว่า น.ส.อรษาได้จากไปหรือไม่ หลังจาก 3 ปีมานี้ติดต่อไม่ได้เลย  เคยไปดูหมอดูบอกว่าลูกสาวและลูกเขยจากไปแล้ว


ไทยรัฐออนไลน์
18 กันยายน 2555, 09:00 น.

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/newspaper/291900
บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3817


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์
| « ตอบ #7 เมื่อ: กันยายน 19, 2012, 09:39:58 AM »

"พี่"พตอ.โผล่รับ บ้านแม่-ซุกรถ

ตร.ลุยขุดหาศพ ผัวเมียเหยื่อฆ่า!


ค้นเพิ่ม - พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วยผบ.ตร. นำทีมพฐ.เข้าเก็บหลักฐานเพิ่มเติมที่บ้าน ร้าง จ.นนทบุรี ในคดี ที่สามี-ภรรยาชาวเพชรบุรีถูกอุ้มหายตัวไปเมื่อ 3 ปีก่อน พบหลักฐานเส้นผมจำนวนหนึ่ง

ผบช.ภาค1 ประชุมชุดสืบ สวนแบ่งงานคลี่คดีอุ้มฆ่า 2 ศพจ.เพชรบุรี ก่อนมาพบรถของเหยื่อซุกในบ้านร้างจ.นนทบุรี สั่งควานหาศพเพื่อความชัดเจน "จรัมพร" ผู้ช่วยผบ.ตร.นำหน่วยพฐ.ตรวจหาหลักฐานที่รถก่อนไปตรวจดูที่บ้านร้าง โดยขุดดินพื้นที่ต่างๆ ภายในบ้านแต่ยังไม่พบหลักฐานพิ่มเติม เผยรู้ชื่อเจ้าของบ้านแล้วเป็นหญิงชราวัย 96 ปี มารดาของนายตำรวจประจำร.พ.ตำรวจ โดยพี่ชายนำหลักฐานมาแสดง ส่วนชื่อผู้หญิงที่ปรากฏในบิลค่าไฟติดต่อได้แล้วพร้อมเข้าให้การ พ่อเหยื่อยื่นหนังสือถึงดีเอสไอช่วยร่วมทำคดีด้วย ส่วนรองผบช.ภาค7 เป็นหัวหน้าทีมสืบสวนสอบสวนคดีอุ้มฆ่า 2 ศพ เผยไล่ตรวจสอบข้อมูลจุดต้องสงสัยต่างๆ หากอยู่ในพื้นที่ท่ายางสามารถขอหมายเข้าตรวจค้นได้ทันที พร้อมประสานตร.นนทบุรี จุดที่พบรถเหยื่อ


จากคดีปริศนานายสามารถ นุ่มจุ้ย และน.ส.อรษา เกิดทรัพย์ ภรรยา เจ้าของไร่สับปะรดในอ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี หายตัวไปอย่างลึกลับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2552 ต่อมาตำรวจพบรถของสองผัวเมียจอดทิ้งในบ้านร้างอ.เมืองนนทบุรี จึงรื้อคดีขึ้นมาสอบสวนโดยพ่อนายสามารถระบุว่าก่อนเกิดเรื่องลูกชายมีปัญหา ขัดแย้งกับนายตำรวจ ระดับพ.ต.อ.นายหนึ่ง ซึ่งมีไร่อยู่ติดกัน ส่วนการพบรถเนื่องจากคนใกล้ชิดของพ.ต.อ.ให้เบาะแสกับญาติ และได้ข้อมูลอีกว่า 2 ผัวเมียถูกยิงเสียชีวิตและฝังศพบริเวณกอไผ่ในที่ดินเอกชนรายหนึ่ง ในอ.ท่ายาง นั่นเอง ซึ่งตำรวจนนทบุรี และเพชรบุรีประสานข้อมูลเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงดังกล่าว ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น


ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 18 ก.ย. พล.ต.ต.จุตติ ธรรมโนวานิช รอง ผบช.ภาค 7 เดินทางมายังบก.ภ.เพชรบุรี ติดตามความคืบหน้าคดีอุ้มฆ่า 2 ศพ มีนายสว่าง นุ่มจุ้ย และน.ส.วิมล นุ่มจุ้ย บิดากับพี่สาวนายสามารถ ยื่นจดหมายเรียกร้องขอความเป็นธรรมและให้เร่งรัดคดี เนื้อหาบอกถึงรายละเอียดต่างๆ และกรณีพิพาทกับพ.ต.อ. ที่มีไร่อยู่ใกล้กัน ต้องการให้ขุดหาศพบุตรชายและบุตรสะใภ้ที่คาดว่า ถูกฝังในไร่แห่งหนึ่งใกล้ๆ ไร่ของลูกชาย พร้อมกับเอ่ยถึงชื่อน.ส.ศิริพร แซ่ตั้ง หรืออ้อย และนางวิลสา จันทรบัญชร ว่าน่าจะทราบเบาะแสทั้งหมด


จากนั้นพล.ต.ต.จุตติ และพล.ต.ต.วิรัช วัชรขจร ผบก.ภ.เพชรบุรี เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเพื่อสืบหาหลักฐานและแนวทางการ ดำเนินคดีโดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ก่อนเปิดเผยว่าผู้ใหญ่ให้ความสนใจคดีนี้มาก โดยท่าน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ตั้งคณะพนักงานสอบสวนขึ้นมา มีตนเป็นหัวหน้าชุด และพล.ต.ต.วิรัช เป็นหัวหน้าฝ่ายสอบสวน รวมถึงให้ผู้การสืบภาค 7 เป็นหัวหน้าฝ่ายสืบสวน เพื่อร่วมกันทำงานทั้ง 2 ด้าน สำหรับคดีแยกเป็น 2 ส่วนคือ 1. พื้นที่สภ.ท่าไม้รวก และ 2. คดีในพื้นที่ จ.นนทบุรี จุดที่พบรถยนต์ของผู้สูญหาย ซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวสภ.เมืองนนท์ จะรวบรวมพยานหลักฐานจากรถยนต์ที่พบ เพราะเรายังไม่รู้ว่าเหตุเกิดตรงไหนแน่ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจน


รองผบช.ภาค 7 กล่าวอีกว่า สภ.ท่าไม้รวก จะรับเป็นเจ้าของเรื่องไปก่อน ส่วนที่พบรถก็ยังไม่แน่ว่าจะเป็นที่เกิดเหตุหรือไม่ตลอดจนการที่จะออกหมาย ค้นในพื้นที่สภ.ท่าไม้รวก ถ้าเราสงสัยจุดไหนและมีพยานหลักฐานชี้ชัดว่าหลักฐานอยู่ตรงไหน จะขอศาลออกหมายค้นทันที สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องบ้านร้างและเรื่องรถคงต้องให้ทางสภ.เมือง นนทบุรี ทำงานไปสักระยะหนึ่งก่อน เมื่อเสร็จสิ้นอาจต้องส่งกลับมาที่สภ.ท่าไม้รวก ดำเนินการต่ออีกครั้ง


วันเดียวกันพล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วยผบ.ตร. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เดินทางมาเก็บหลักฐานเพิ่มเติมจากรถยนต์กระบะของนายสามารถ ซึ่งตำรวจลากมาจอดไว้ที่สภ.เมืองนนทบุรี โดยพฐ.เก็บหลักฐานอย่างละเอียด ดินโคลนที่ติดตามบังโคลน และโช้กอัพ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่พฐ.ยังได้เก็บดีเอ็นเอจากเบาะนั่งคนขับ และหลักฐานต่างๆ ด้วย


ต่อมาพล.ต.ท.จรัมพร พร้อมด้วยพล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรง ผบก.นนทบุรี พ.ต.อ.ชาญศิริ สุขรวย ผกก.สภ.เมืองนนทบยุรี นำกำลังเดินทางไปบ้านหลังที่พบรถนายสามารถจอดทิ้งอยู่ เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม ขอความร่วมมือจากมูลนิธิร่วมกตัญญู มาช่วยสนับสนุนเครื่องมือในการถางหญ้า ตัดต้นไม้ และขุดดินในพื้นที่ต้องสงสัย โดยมีนางเอื้อน เกิดทรัพย์ มารดาของน.ส.อรษา ภรรยานายสามารถ และญาติพี่น้อง เดินทางมาดูการทำงานด้วย


พล.ต.ท.จรัมพร กล่าวว่า พฐ.มาเก็บหลักฐานต่างๆ เช่น ดินโคลน เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับดินในไร่ที่อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี นอกจากนี้ยังเก็บดีเอ็นเอจากเบาะคนขับเพื่อเปรียบเทียบและเก็บไว้เป็นหลัก ฐาน ส่วนบ้านที่เกิดเหตุตอนนี้ยังไม่พบหลักฐานอะไรเพิ่มเติม มีเพียงเศษผมเท่านั้น ซึ่งจะนำไปตรวจสอบว่าเป็นของใคร ส่วนรถยนต์คันอื่นๆ ที่จอดอยู่ในบ้าน เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบอยู่ว่าเป็นของใคร


ด้านพล.ต.ต.ธนายุตม์ กล่าวว่าตอนนี้ติดต่อไปยังน.ส.วิลสา ซึ่งมีชื่อปรากฏในบิลและซองจดหมายในบ้านที่พบรถ โดยน.ส.วิลสา ขอเคลียร์งานให้เสร็จก่อนที่จะเดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ ขณะเดียวกันนายสุเทพ เลาหะวัฒนะ พี่ชายพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ นพ.สบ 5 กลุ่มงานเวชศาสตร์และครอบครัว ร.พ.ตำรวจ ประ สานกับเจ้าหน้าที่โดยระบุว่าบ้านดังกล่าว เป็นของนางถนิม เลาหะวัฒนะ อายุ 96 ปี มารดา ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของตามโฉนด


ขณะที่พล.ต.ท.จง เจตน์ อาวเจนพงษ์ แพทย์ใหญ่ร.พ.ตำรวจ ถึงกรณีพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ หนึ่งในคู่ขัดแย้งกับสองผัวเมียว่า ทำเรื่องขอเออร์ลี่รีไทร์มีผลในวันที่ 30 ก.ย. นี้ และในช่วงนี้ใช้สิทธิ์ลาพักร้อนไปก่อนหน้าที่จะมีข่าวเกิดขึ้น ทำให้ไม่สามารถติดต่อได้


ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสว่าง เดินทางเข้าพบนายธงชัย สมบัติจิราภรณ์ พนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษ สำนักคดีอาญาพิเศษ 3 ดีเอสไอ เพื่อขอให้ดีเอสไอช่วยดูแลคดีควบคู่กับตำรวจเจ้าของสำนวน เนื่องจากญาติกังวลว่า ผู้ต้องสงสัยในคดีเป็นนายตำรวจระดับสูง อาจทำให้ตำรวจท้องที่ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ส่งผลให้คดีไม่คืบหน้า


นายสว่างกล่าวว่า ต้องการให้ดีเอสไอเข้าไปร่วมทำคดีของบุตรชายร่วมกับตำรวจท้องที่ ส่วนในวันนี้ให้ข้อมูลในเบื้องต้นต่อดีเอสไอ โดยได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดและปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ให้พนักงานสอบสวนรับทราบ ชนวนที่นำไปสู่การหายตัวของบุตรชายและลูกสะใภ้ครั้งนี้ เชื่อว่ามาจากกรณีขัดแย้งกับผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งซึ่งเป็นนายตำรวจ ในเรื่องการฟ้องร้องคดีลักขโมยรถยนต์ ซึ่งต่อมาศาลได้ยกฟ้อง แต่ผู้ต้องสงสัยยังคงเก็บมาเป็นเรื่องโกรธแค้น และเบื้องต้นยังไม่ได้ขอให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแค่ต้องการให้ช่วยดูแลการ ทำคดีอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ร้องขอให้ดีเอสไอดูแลความปลอดภัย


วันเดียวกันพล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.ภาค 1 พร้อมด้วยพล.ต.ต.คเชนทร์ คชพลายุกต์ รอง ผบช.ภาค1 พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบก.ภ.นนทบุรี พ.ต.อ.ชาญศิริ สุขรวย ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี พร้อมด้วยตำรวจสืบสวนภาค 1 สืบสวนนนทบุรี และสืบสวนเพชรบุรี ร่วมประชุมสรุปคดี


พล.ต.ท.วินัย กล่าวว่า ขณะนี้มีพยานแวดล้อมมาให้การเพิ่มเติมซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ โดยพนักงานสอบสวนของตำรวจภาค 7 กำลังไปตรวจสอบว่าศพถูกฝังอยู่ที่ใด ถ้าตรวจเจอศพจะเพิ่มน้ำหนักพยานที่มาให้การดูน่าเชื่อถือขึ้น ซึ่งรู้ตัวละครที่เกี่ยวข้องหมดแล้ว แต่ต้องดูน้ำหนักพยานว่าฟังได้ก็จะถึงตัวผู้กระทำความผิดเลย แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบจุดฝังศพ ถ้าพบจุดที่มีการฝังศพและพบมีกระดูกมีอะไรตรงกับผู้สูญหาย ก็จะเพิ่มน้ำหนักพยานที่มาให้การกับเรามากขึ้น คือตำรวจเราจะไม่เชื่อว่าทั้ง 2 คนตายไปแล้วจนกว่าเราจะพบศพ ในเมื่อยังไม่พบศพ ก็ยืนยันไม่ได้ว่าเสียชีวิต ถึงแม้เหตุการณ์แนวโน้มที่จะเสียชีวิตสูง ส่วนข่าวที่เกี่ยวข้องกับพ.ต.อ.นายหนึ่ง ขณะนี้ยังไม่ใช่ผู้ต้องหาเพียงแต่อยู่ในข่ายเท่านั้น


ข่าวสดรายวัน
วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555


ที่มา :  http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNekU1TURrMU5RPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=
TWpBeE1pMHdPUzB4T1E9PQ==
บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3817


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์
| « ตอบ #8 เมื่อ: กันยายน 19, 2012, 09:49:19 AM »

"จรัมพร"นำค้นบ้านต้องสงสัยรอบสาม







"จรัมพร"นำกำลังค้นบ้านต้องสงสัยที่สามี-ภรรยาหายสาบสูญรอบ 3 หลังพบเส้นผมปริศนา รถปิกอัพจอดทิ้ง เตรียมเรียกเจ้าของบิลบัตรเครดิตสอบ

วันนี้(18 ก.ย.) พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วยผบ.ตร. พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบก.ภ.จว.นนทบุรี  พ.ต.อ.ชาญศิริ สุขรวย ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานและเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 125/53 และ 125/2 ซอยกรุงเทพนนท์ 1 ถนนกรุงเทพ-นนท์ ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี ที่มีการพบรถกระบะของสองสามีภรรยานำมาจอดทิ้งไว้ และพบเส้นผมภายในบ้าน โดยมีนางเอื้อน เกิดทรัพย์ อายุ 60 ปี นายสุธยา เกิดทรัพย์ แม่และพี่ชาย น.ส.อรษา เกิดทรัพย์ พร้อมญาติๆร่วมสังเกตุการณ์

ที่บริเวณบ้านทั้งสองหลังมีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ เจ้าหน้าที่เริ่มตรวจสอบจากรถในโรงจอดสามคัน โดยเก็บรวบรวมหลักฐานต่างๆในรถรวมทั้งลายนิ้วมือแฝง ก่อนนำเลขตัวถังและเลขแชสซี หลังจากนั้นให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯตรวจเนินดินหลังโรงรถซึ่งมีต้นไม้ขึ้นปก คลุมรก จากการตรวจสอบพบกระจุกเส้นผม อยู่ข้างกำแพงจำนวนหนึ่ง พล.ต.ท.จรัมพ รจึงให้เจ้าหน้าที่ช่วยกันถางหญ้าเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม หลังจากนั้นแบ่งกันค้นอย่างละเอียดทั่วบริเวณบ้าน

 พล.ต.ท.จรัมพร เปิดเผยว่าวันนี้ขอหมายศาลนำเจ้าหน้าที่ พฐ.มาตรวจอย่างละเอียดและพบหลักฐานหลายอย่างเพิ่ง รวบรวมทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี

พล.ต.ต.ธนายุตม์ กล่าวว่าพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียก น.ส.วิสสา จันทรบัญชร ซึ่งตรวจสอบพบว่ามีบิลบัตรเครดิตธนาคารแห่งหนึ่งส่งมาให้ที่บ้านหลังดัง กล่าว รวมถึงบุคคลทั้งหมดที่มีชื่ออยู่ในบ้านมาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่  หากไม่มาตามเรียกเจ้าหน้าที่จะออกหมายเรียกซ้ำ



เดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคารที่ 18 กันยายน 2555 เวลา 17:22 น.

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/crime/155984
บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3817


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์
| « ตอบ #9 เมื่อ: กันยายน 19, 2012, 09:51:34 AM »

“พ่อ”ลูกหาย 3 ปี โร่พบดีเอสไอช่วยสางคดี

“พ่อ”ลูกหาย 3 ปี โร่พบดีเอสไอขอช่วยตรวจสอบการทำงานตำรวจ หวั่นคู่กรณีเป็นตำรวจใหญ่ทำตำรวจท้องที่ไม่กล้าแตะ

 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) วันนี้(18ก.ย.)  นายสว่าง  นุ่มจุ้ย  บิดานายสามารถ  นุ่มจุ้ย   ที่หายตัวไปพร้อมภรรยาคือน.ส.อรษา  เกิดทรัพย์    ก่อนญาติจะติดตามพบรถยนต์ของผู้เสียหายถูกนำไปจอดทิ้งไว้ที่บ้านร้างย่าน นนทบุรี โดยคดีดังกล่าวญาติผู้เสียหายเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับพันตำรวจเอกนาย แพทย์ผู้หนึ่ง  เดินทางเข้าพบกับ  นายธงชัย  สมบัติจิราภรณ์  พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ สังกัดคดีอาญาพิเศษ 3 ปฏิบัติราชการ ศูนย์บริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)  เพื่อขอให้ดีเอสไอเข้าไปช่วยดูแลคดีควบคู่กับตำรวจเจ้าของสำนวน 

เนื่องจากญาติหวั่นเกรงว่าการที่ผู้ต้องสงสัยเป็นตำรวจอาจทำให้ตำรวจใน ท้องที่ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่  ส่งผลให้คดีไม่คืบหน้า  อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้พนักงานสอบสวนรับฟังแล้ว  โดยชนวนที่นำไปสู่การหายตัวของบุตรชายและลูกสะใภ้เชื่อว่ามาจากกรณีขัดแย้ง กับผู้ต้องสงสัยเรื่องการฟ้องร้องคดีลักขโมย ซึ่งต่อมาศาลได้ยกฟ้อง แต่ผู้ต้องสงสัยยังคงเก็บมาเป็นเรื่องโกรธแค้น   ทั้งนี้  เบื้องต้นยังไม่ได้ขอให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแค่ต้องการให้ช่วยดูแลการทำ คดีอย่างตรงไปตรงมา  ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการร้องขอให้ดีเอสไอดูแลความปลอดภัย และที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้มีการติดต่อกลับผู้ต้องสงสัย
 



เดลินิวส์ออนไลน์
วันอังคารที่ 18 กันยายน 2555 เวลา 17:15 น.

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/crime/155979
บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3817


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์
| « ตอบ #10 เมื่อ: กันยายน 21, 2012, 10:26:02 AM »

ผงะ!พบศพยัดถุงปุ๋ยฝังดินในไร่ "พ.ต.อ." ที่ท่ายาง-หลังมีพยานระบุอาจเป็นจุดฝัง2ผัวเมีย





 จากกรณีนายสามารถ นุ่มจุ้ย และน.ส.อรษา เกิดทรัพย์ ภรรยา เจ้าของไร่สับปะรดใน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี หายตัวไปอย่างลึกลับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2552 ต่อมาตำรวจพบรถของสองผัวเมียจอดทิ้งในบ้านร้าง อ.เมืองนนทบุรี จึงรื้อคดีขึ้นมาสอบสวนโดยพบว่าก่อนเกิดเหตุมีปัญหากับพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ นพ.สบ 5 กลุ่มงานเวชศาสตร์และครอบครัว ร.พ.ตำรวจ ซึ่งมีไร่อยู่ติดกัน ต่อมานายสุเทพ เลาหะวัฒนะ พี่ชายพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ระบุว่าบ้านที่พบรถเป็นของมารดา ในขณะที่ตำรวจภาค 7 ได้รับเบาะแสจากพยานว่าศพ 2 ผัวเมียอาจจะถูกฝังบริเวณกอไผ่ในไร่ของพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ด้านต้นสังกัดของตำรวจนายแพทย์คนดังกล่าวระบุว่าพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ยื่นเรื่องขอเออร์ลี่รีไทร์ มีผลวันที่ 30 ก.ย.นี้ ส่วนตอนนี้ยื่นลาพักร้อนไม่สามารถติดต่อได้ ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

 ความคืบหน้าเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 20 ก.ย. พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภาค 7 พร้อมด้วยพล.ต.ต.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบก.สส.ภาค 7 พล.ต.ต.จุตติ ธรรมโนวานิช รอง ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.วิรัช วัชรขจร ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี พ.ต.อ.พิชัย ปกป้อง ผกก.สภ.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี นำกำลังประมาณ 100 นายพร้อมหมายค้นศาลจังหวัดเพชรบุรี เลขที่ 664/555 วันที่ 20 ก.ย. 2555 เข้าตรวจค้นบริเวณไร่และบริเวณบ้านพักของพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลขที่ 65 และเลขที่ 225 ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เพื่อตรวจหาหลักฐานหลังมีพยานให้ข้อมูลว่าน่าจะพบเบาะแสภายในบริเวณไร่ดังกล่าว

 บ้านของพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ถูกต่อเติมและเลี้ยงสัตว์ ประกอบด้วย วัว หมูป่า กวาง และม้า นับสิบตัว อยู่บนพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ไม่พบคนอยู่ภายใน ตำรวจจึงให้ผู้ใหญ่บ้านและปลัด อบต.กลัดหลวง ร่วมเป็นพยานในการตรวจค้นพร้อมติดต่อนายแก้ว คนดูแลบ้านมารับหมายและพาเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ โดยนายสว่าง นุ่มจุ้ย บิดาของนายสามารถ และนายสุธยา เกิดทรัพย์ อายุ 33 ปี พี่ชายน.ส.อรษา ได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้วย

 จุดแรกภายในบริเวณบ้านที่ตู้เก็บของพบอาวุธยาวติดลำกล้องหลายขนาด อาทิ ปืนไรเฟิล ปืนลูกซอง จำนวน 30 กระบอก วางเก็บไว้ในตู้พร้อมเครื่องกระสุนจำนวนมาก นอกจากนั้นยังพบอาวุธปืนพกสั้นหลายขนาดเก็บบรรจุอยู่ในกล่องอย่างดีวางไว้บนเบาะนั่งอยู่ในรถตู้ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน ฮข 3648 กรุงเทพฯ ที่จอดอยู่ในลานหน้าบ้านจำนวน 12 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืน จึงตรวจสอบและเก็บไว้เป็นหลักฐาน นอกจากนั้นยังพบรถปิกอัพตอนครึ่ง สีเขียว 1 คัน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เรือ 1 ลำ และรถแบ๊กโฮ สีเหลือง ยี่ห้อ JCB 1 คัน หลังตัวบ้านยังมีคอกสัตว์เลี้ยง ประกอบด้วยวัว 14 ตัว ม้า 3 ตัว หมูป่า 8 ตัว และกวาง 2 ตัว

 จากนั้นตำรวจนำรถแบ๊กโครที่ได้ว่าจ้างมาเดินทางไปขุดดินบริเวณกอไผ่ขนาดใหญ่และติดกับคลองส่งน้ำขนาดเล็กกลางไร่ ซึ่งเป็นจุดที่พยานให้เบาะแสว่าเป็นที่ฝังศพนายสามารถและภรรยา โดยรถขุดตักดินอยู่เพียง 5 นาทีลึกประมาณ 2 เมตร พบถุงปุ๋ยขนาดใหญ่ฝังอยู่ 2 ใบจึงนำขึ้นมาเปิดออกดู และต้องตกตะลึงเพราะพบโครงกระดูกมนุษย์อยู่ภายใน ถุงแรกมีกะโหลกมนุษย์ สภาพเก่าและซี่โครงท่อนบนจำนวนหนึ่ง และมีซิปเสื้อติดอยู่ด้วย ส่วนถุงปุ๋ยใบที่ 2 เป็นโครงกระดูกตั้งแต่ท่อนล่างจากสะโพกถึงขา เบื้องต้นแพทย์ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเพศหญิงหรือชาย แต่เท่าที่มองสภาพด้วยสายตาน่าจะเป็นศพผู้ชาย

 นายสว่างกล่าวว่า โครงกระดูกที่พบน่าจะเป็นลูกชาย เพราะจำซิปเสื้อที่ลูกชายใส่ได้ ขณะที่นายสุธยาเมื่อเห็นโครงกระดูกถึงกับมีอาการเซ และร้องไห้ออกมา โดยเผยว่า เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องสาวและน้องเขย อยากให้ตำรวจเร่งตรวจสอบดีเอ็นเอว่าเป็นใครกันแน่

 ตำรวจให้เจ้าหน้าที่วิทยาการตำรวจ เขต 16 เพชรบุรี เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างสรรเพชญธรรมสถาน จ.เพชรบุรี และแพทย์ ร.พ.ท่ายาง นำโครงกระดูกที่พบไปตรวจสอบหาดีเอ็นเอ เปรียบเทียบว่าผู้เสียชีวิตเป็นใคร

 พล.ต.ท.หาญพลกล่าวว่า ศพที่พบยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นนายสามารถ หรือน.ส.อรษา ที่หายตัวไป เพราะไม่มีหลักฐานบ่งชี้ชัด เนื่องจากศพที่พบคาดว่าเสียชีวิตมานาน ต้องรอผลจากสถาบันนิติเวชตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอเสียก่อน สำหรับการขุดพบศพตามคำให้การของพยาน ซึ่งทางตำรวจต้องขอปิดเป็นความลับ แต่เมื่อพบศพจะต้องออกหมายเรียกตัวพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เจ้าของบ้านมาสอบสวน รวมทั้งอาวุธปืนจำนวนมากที่พบในบ้านและในรถตู้ เจ้าของบ้านต้องนำหลักฐานการได้มาและครอบครองอาวุธปืนมาแสดง หากไม่มีหลักฐานมาแสดงจะมีความผิดตามกฎหมายแน่นอน

 ผบช.ภาค 7 กล่าวอีกว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาได้รับรายงานจากตำรวจที่มาเฝ้าบริเวณบ้านและไร่ดังกล่าวว่า พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์เดินทางมาจะเข้าบ้านและขอนำรถตู้ที่ตำรวจพบปืนซุกอยู่ออกไป แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตเนื่องจากอาจมีการเคลื่อนย้ายหรือทำลายพยานหลักฐาน กระทั่งช่วงเช้าวันนี้พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์โทรศัพท์เข้ามาหาถามว่าจะเข้าค้นบ้านวันนี้ใช่ไหม ตอบว่าใช่ ซึ่งพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์บอกว่าค้นได้เลยโดยไม่ต้องมีหมายค้นก็ได้ แต่ตำรวจอธิบายว่าต้องมีหมายค้นจากศาลตามกฎหมาย และเชิญพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์มาดูการตรวจค้นด้วย แต่พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ไม่ได้เดินทางมา อย่างไรก็ตามเชื่อว่าตอนนี้ยังไม่ได้หลบไปไหน



ข่าวสดออนไลน์
วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 20:05 น.

ที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME9ERTBOalF5T0E9PQ==&subcatid= 
บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3817


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์
| « ตอบ #11 เมื่อ: กันยายน 21, 2012, 10:40:36 AM »

ขุดเจอศพฝังดิน ไร่"พตอ." ตรงตามพยานบอก


เหลือแต่โครงกระดูก แยกชิ้นส่วนยัดถุงปุ๋ย ตรวจดีเอ็นเอ-เป็นใคร ยึดปืนอีก42กระบอก ออกหมายเรียกสอบ!

 
ฝังกระดูก - พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภาค 7 นำเจ้าหน้าที่ขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ในกระสอบฝังดินอยู่ภายในไร่ของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ โดยเร่งตรวจดีเอ็นเอว่าเป็นศพนายสามารถกับภรรยาหรือไม่

ผบช.ภาค 7 นำทีมบุก ค้นไร่"พ.ต.อ."ที่ท่ายาง เพชรบุรี ใช้แบ๊กโฮขุดดินใต้กอไผ่ตามที่พยาน ให้การ ถึงผงะพบศพยัดอยู่ในถุงปุ๋ยแต่ฝังมา นานจน เหลือแต่โครงกระดูก พ่อเหยื่อเชื่อเป็นศพลูกชายเพราะจำซิปเสื้อที่อยู่กับโครงกระดูกได้ ตร.ส่งไปพิสูจน์หาดีเอ็นเอมาเทียบว่าเป็นศพใครกันแน่ นอกจากนี้ยังเจออาวุธปืนยาว-สั้นอีกถึง 42 กระบอกซุกในบ้านและรถตู้ พร้อมกระสุนจำนวนมาก ออกหมายเรียกพ.ต.อ.มาสอบปากคำทั้งกรณีพบศพในที่ดิน และอาวุธปืนที่เก็บไว้เป็นคลังแสง เผยคืนก่อนเข้าค้นพ.ต.อ.เดินทางมาจะเข้าบ้านแต่ตร.ที่เฝ้าไม่อนุญาต จนรุ่งเช้าผบช.ภาค 7 ติดต่อให้มาร่วมดูการตรวจค้นแต่สุดท้ายไม่ได้มา



จากกรณีนายสามารถ นุ่มจุ้ย และน.ส.อรษา เกิดทรัพย์ ภรรยา เจ้าของไร่สับปะรดใน อ.ท่า ยาง จ.เพชรบุรี หายตัวไปอย่างลึกลับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2552 ต่อมาตำรวจพบรถของสองผัวเมียจอดทิ้งในบ้านร้าง อ.เมืองนนทบุรี จึงรื้อคดีขึ้นมาสอบสวนโดยพบว่าก่อนเกิดเหตุมีปัญหากับพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ นพ.สบ 5 กลุ่มงานเวชศาสตร์และครอบครัว ร.พ.ตำรวจ ซึ่งมีไร่อยู่ติดกัน ต่อมานายสุเทพ เลาหะวัฒนะ พี่ชายพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ระบุว่าบ้านที่พบรถเป็นของมารดา ในขณะที่ตำรวจภาค 7 ได้รับเบาะแสจากพยานว่าศพ 2 ผัวเมียอาจจะถูกฝังบริเวณกอไผ่ในไร่ของพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ด้านต้นสังกัดของตำรวจนายแพทย์คนดังกล่าวระบุว่าพ.ต.อ. นพ. สุพัฒน์ยื่นเรื่องขอเออร์ลี่รีไทร์ มีผลวันที่ 30 ก.ย.นี้ ส่วนตอนนี้ยื่นลาพักร้อนไม่สามารถติดต่อได้ ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น



ความคืบหน้าเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 20 ก.ย. พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภาค 7 พร้อมด้วยพล.ต.ต.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบก.สส.ภาค 7 พล.ต.ต.จุตติ ธรรมโนวานิช รอง ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.วิรัช วัชรขจร ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี พ.ต.อ.พิชัย ปกป้อง ผกก.สภ.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี นำกำลังประมาณ 100 นายพร้อมหมายค้นศาลจังหวัดเพชรบุรี เลขที่ 664/555 วันที่ 20 ก.ย. 2555 เข้าตรวจค้นบริเวณไร่และบริเวณบ้านพักของพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลขที่ 65 และเลขที่ 225 ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เพื่อตรวจหาหลักฐานหลังมีพยานให้ข้อมูลว่าน่าจะพบเบาะแสภายในบริเวณไร่ดัง กล่าว



คลังปืน - จน ท.นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านพักพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ แพทย์ร.พ.ตำรวจ ใน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เพื่อหาหลักฐานคดีอุ้มฆ่านายสามารถ นุ่มจุ้ย กับภรรยา พบอาวุธปืนมากถึง 42 กระบอก เมื่อ 20 ก.ย.


บ้าน ของพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ถูกต่อเติมและเลี้ยงสัตว์ ประกอบด้วย วัว หมูป่า กวาง และม้า นับสิบตัว อยู่บนพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ไม่พบคนอยู่ภายใน ตำรวจจึงให้ผู้ใหญ่บ้านและปลัด อบต.กลัดหลวง ร่วมเป็นพยานในการตรวจค้นพร้อมติดต่อนายแก้ว คนดูแลบ้านมารับหมายและพาเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ โดยนายสว่าง นุ่มจุ้ย บิดาของนายสามารถ และนายสุธยา เกิดทรัพย์ อายุ 33 ปี พี่ชายน.ส.อรษา ได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้วย


จุดแรกภายในบริเวณบ้านที่ตู้เก็บ ของพบอาวุธยาวติดลำกล้องหลายขนาด อาทิ ปืนไรเฟิล ปืนลูกซอง จำนวน 30 กระบอก วางเก็บไว้ในตู้พร้อมเครื่องกระสุนจำนวนมาก นอกจากนั้นยังพบอาวุธปืนพกสั้นหลายขนาดเก็บบรรจุอยู่ในกล่องอย่างดีวางไว้บน เบาะนั่งอยู่ในรถตู้ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน ฮข 3648 กรุงเทพฯ ที่จอดอยู่ในลานหน้าบ้านจำนวน 12 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืน จึงตรวจสอบและเก็บไว้เป็นหลักฐาน นอกจากนั้นยังพบรถปิกอัพตอนครึ่ง สีเขียว 1 คัน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เรือ 1 ลำ และรถแบ๊กโฮ สีเหลือง ยี่ห้อ JCB 1 คัน หลังตัวบ้านยังมีคอกสัตว์เลี้ยง ประกอบด้วยวัว 14 ตัว ม้า 3 ตัว หมูป่า 8 ตัว และกวาง 2 ตัว


จากนั้นตำรวจนำรถแบ๊กโครที่ได้ว่าจ้าง มาเดินทางไปขุดดินบริเวณกอไผ่ขนาดใหญ่และติดกับคลองส่งน้ำขนาดเล็กกลางไร่ ซึ่งเป็นจุดที่พยานให้เบาะแสว่าเป็นที่ฝังศพนายสามารถและภรรยา โดยรถขุดตักดินอยู่เพียง 5 นาทีลึกประมาณ 2 เมตร พบถุงปุ๋ยขนาดใหญ่ฝังอยู่ 2 ใบจึงนำขึ้นมาเปิดออกดู และต้องตกตะลึงเพราะพบโครงกระดูกมนุษย์อยู่ภายใน ถุงแรกมีกะโหลกมนุษย์ สภาพเก่าและซี่โครงท่อนบนจำนวนหนึ่ง และมีซิปเสื้อติดอยู่ด้วย ส่วนถุงปุ๋ยใบที่ 2 เป็นโครงกระดูกตั้งแต่ท่อนล่างจากสะโพกถึงขา เบื้องต้นแพทย์ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเพศหญิงหรือชาย แต่เท่าที่มองสภาพด้วยสายตาน่าจะเป็นศพผู้ชาย


นายสว่างกล่าว ว่า โครงกระดูกที่พบน่าจะเป็นลูกชาย เพราะจำซิปเสื้อที่ลูกชายใส่ได้ ขณะที่นายสุธยาเมื่อเห็นโครงกระดูกถึงกับมีอาการเซ และร้องไห้ออกมา โดยเผยว่า เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องสาวและน้องเขย อยากให้ตำรวจเร่งตรวจสอบดีเอ็นเอว่าเป็นใครกันแน่



ตำรวจให้ เจ้าหน้าที่วิทยาการตำรวจ เขต 16 เพชรบุรี เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างสรรเพชญธรรมสถาน จ.เพชรบุรี และแพทย์ ร.พ.ท่ายาง นำโครงกระดูกที่พบไปตรวจสอบหาดีเอ็นเอ เปรียบเทียบว่าผู้เสียชีวิตเป็นใคร


พล.ต.ท.หาญพลกล่าวว่า ศพที่พบยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นนายสามารถ หรือน.ส. อรษา ที่หายตัวไป เพราะไม่มีหลักฐานบ่งชี้ชัด เนื่องจากศพที่พบคาดว่าเสียชีวิตมานาน ต้องรอผลจากสถาบันนิติเวชตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอเสียก่อน สำหรับการขุดพบศพตามคำให้การของพยาน ซึ่งทางตำรวจต้องขอปิดเป็นความลับ แต่เมื่อพบศพจะต้องออกหมายเรียกตัวพ.ต.อ.นพ. สุพัฒน์ เจ้าของบ้านมาสอบสวน รวมทั้งอาวุธปืนจำนวนมากที่พบในบ้านและในรถตู้ เจ้าของบ้านต้องนำหลักฐานการได้มาและครอบครองอาวุธปืนมาแสดง หากไม่มีหลักฐานมาแสดงจะมีความผิดตามกฎหมายแน่นอน


ผบช.ภาค 7 กล่าวอีกว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาได้รับรายงานจากตำรวจที่มาเฝ้าบริเวณบ้านและไร่ดังกล่าว ว่า พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์เดินทางมาจะเข้าบ้านและขอนำรถตู้ที่ตำรวจพบปืนซุกอยู่ออกไป แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตเนื่องจากอาจมีการเคลื่อนย้ายหรือทำลายพยานหลักฐาน กระทั่งช่วงเช้าวันนี้พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์โทรศัพท์เข้ามาหาถามว่าจะเข้าค้นบ้าน วันนี้ใช่ไหม ตอบว่าใช่ ซึ่งพ.ต.อ.นพ. สุพัฒน์บอกว่าค้นได้เลยโดยไม่ต้องมีหมายค้นก็ได้ แต่ตำรวจอธิบายว่าต้องมีหมายค้นจากศาลตามกฎหมาย และเชิญพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์มาดูการตรวจค้นด้วย แต่พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ไม่ได้เดินทางมา อย่างไรก็ตามเชื่อว่าตอนนี้ยังไม่ได้หลบไปไหน



พล.ต.ท.หาญพล กล่าวอีกว่าหลังจากพบโครงกระดูกและอาวุธปืนจำนวนมากในบ้าน จึงติดต่อกับพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ แจ้งว่าพบหลักฐานอะไรบ้าง รวมทั้งสอบถามข้อมูลในเบื้องต้น ก่อนนัดมาให้ปากคำเกี่ยวกับหลักฐานต่างๆ ที่ตำรวจพบ ในวันที่ 21 ก.ย. เวลา 10.00 น. ที่สภ.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง พร้อมให้นำทะเบียนอาวุธปืนทั้งหมดมาชี้แจงด้วย


ข่าวสดรายวัน
วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555

ที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNakl4TURrMU5RPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=
TWpBeE1pMHdPUzB5TVE9PQ==
บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3817


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์
| « ตอบ #12 เมื่อ: กันยายน 21, 2012, 10:53:02 AM »

ค้นบ้าน-ไร่ "พ.ต.อ." ที่เพชรบุรี ตะลึงพบโครงกระดูก-ปืนเพียบ

















ผบช.ภ.7 นำทีมค้นบ้านและไร่ "พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์" ตะลึงพบโครงกระดูกมนุษย์ยึดถุงปุ๋ยฝังดินไว้ เชื่อเป็นศพสองผัวเมียที่หายตัวไปปริศนา แถมยังพบอาวุธปืนยาว-สั้นถึง 50 กระบอก

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=0Ky85j0B_rk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=0Ky85j0B_rk</a>

เมื่อเวลา 12.00 น.วันนี้ (20 ก.ย.) พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.จุตติ ธรรมโนวานิช รอง ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบก.สส.ภ.7  พล.ต.ต.วิรัช วัชรขจร ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี และ พ.ต.อ.พิชัย ปกป้อง ผกก.สภ.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายสืบ ภ.จว.เพชรบุรี สภ.ท่าไม้รวก และ ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค7 นำหมายค้นศาลจังหวัดเพชรบุรี เลขที่ 664/555 วันที่ 20 ก.ย. 2555 เข้าตรวจค้นบริเวณไร่และบริเวณบ้านพักของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ อายุรกรรมแพทย์ รพ.ตำรวจ อยู่บ้านเลขที่ 65 และเลขที่ 225 หมู่  2 ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เพื่อตรวจหาซากศพ นายสามารถ นุ่มจุ้ย และ น.ส.อรษา เกิดทรัพย์ สองสามีภรรยาที่หายตัวไปอย่างลึกลับ โดยนายสว่าง นุ่มจุ้ย บิดาของนายสามารถ ปักใจเชื่อว่า พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ มีส่วนรู้เห็นการหายตัวไปของลูกชายและลูกสะใภ้


เบื้องต้นที่บ้านพักของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ไม่มีคนอยู่ บริเวณบ้านถูกต่อเติมและเลี้ยงสัตว์ประกอบด้วย วัว  หมูป่า กวาง และม้า นับสิบตัว ต่อมานายแก้ว คนดูแลบ้าน เดินทางมารับหมายค้นโดยระบุว่าเป็นผู้ดูแลบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งมีผู้ใหญ่บ้านและปลัด อบต.กลัดหลวง เป็นพยาน จากนั้นตำรวจได้เข้าตรวจภายในบ้าน โดยขอร้องสื่อมวลชนรอด้านนอก จากการตรวจค้นภายในบ้านที่ตู้เก็บของ พบอาวุธยาวหลายขนาดอาทิ ปืนไรเฟิล ปืนลูกซอง จำนวน 30 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนจำนวนมาก นอกจากนี้ที่รถตู้ข้างบ้านยังพบอาวุธปืนพกสั้น จำนวน 12 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืน จึงตรวจสอบและเก็บไว้เป็นหลักฐาน


หลังจากนั้นตำรวจได้ประสานรถแบคโฮขุดดินเคลื่อนย้ายไปที่บริเวณไร่ อยู่ห่างจากตัวบ้านประมาณ 800 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่พยานระบุว่าศพสองผัวเมียน่าจะถูกฝัง โดยบริเวณดังกล่าวอยู่ใกล้กับกอไผ่ขนาดใหญ่ และติดกับคลองส่งน้ำขนาดเล็ก เจ้าหน้าที่ใช้เวลาขุดประมาณ 5 นาที ลึกประมาณ 2  เมตร จึงพบถุงปุ๋ยจำนวน 2  ถุง ซึ่งขณะที่พบนั้นชาวบ้านที่มามุงกว่ากว่าครึ่งร้อยต่างส่งเสียงฮือฮา และเดากันต่าง ๆ นานาว่าเป็นศพของใคร
 


เดลินิวส์ออนไลน์
วันศุกร์ที่ 21 กันยายน 2555 เวลา 04:24 น.

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/thailand/156397
บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3817


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์
| « ตอบ #13 เมื่อ: กันยายน 22, 2012, 11:06:05 AM »

ตร.บุกค้นไร่ "พ.ต.อ." อีกรอบเจอเพิ่มอีกศพ-พ่อชี้ยืนยันจำได้ว่าเป็นเสื้อผ้าของลูกชาย!





 เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 ก.ย. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า บรรดาญาติและเพื่อนๆ ของนายสามารถและน.ส.อรษา ประมาณ 20 คน เดินทางมายังสภ.ท่าไม้รวก เพื่อติดตามดูการสอบปากคำพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ตามที่ตำรวจนัดหมายให้มาพบ โดยพ.ต.อ.พิชัย ปกป้อง ผกก.สภ.ท่าไม้รวก เตรียมพนักงานสอบสวนไว้รอสอบปากคำ แต่เมื่อถึงเวลานัดไม่ได้เดินทางมา ขณะที่พ.ต.อ.พิชัยแจ้งว่าพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ขอเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด อ้างว่าต้องรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการถือครองอาวุธปืน ส่วนเรื่องที่จะสอบสวนเป็นเรื่องการครอบครองอาวุธปืน รวมถึงเรื่องที่พบโครงกระดูกในไร่ด้วย

 ต่อมาเวลา 15.00 น. พ.ต.อ.พิชัยนำหมายค้น นำหมายศาลจังหวัดเพชรบุรี เลขที่ 669/2555 เข้าตรวจค้นบริเวณไร่ของพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์อีกครั้ง จุดแรกเจ้าหน้าที่ใช้รถขุดบริเวณจุดเดิมที่ค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา พบเสื้อเชิ้ตสีขาว 1 ตัว เสื้อยืดคอกลมสีขาว ตรงกลางมีตรากระทิงแดง 1 ตัว โดยเสื้อยืดดังกล่าวมีจุดสีน้ำตาลคล้ายเลือดติดอยู่บางส่วน นอกจากนี้ยังพบกางเกงขายาว 1 ตัว และกางเกง 3 ส่วน 1 ตัว

 จากนั้นเจ้าหน้าที่ย้ายไปขุดจุดที่ สอง ห่างออกไปประมาณ 200 เมตร อยู่ใกล้สระของไร่ หลังจากขุดลึกลงไปประมาณ 1 เมตร พบชิ้นส่วนกระดูกบางส่วน จึงประสานเจ้าหน้าที่ร.พ.ท่ายาง และเจ้าหน้าที่วิทยาการ จ.เพชรบุรีเข้าตรวจสอบ ก่อนจะพบโครงกระดูกลักษณะคล้ายชายสวมเสื้อกีฬาสีกรมท่า เบอร์ 20 มีรอยถูกยิงบริเวณกกหูซ้าย 1 รู และพบเชือกลักษณะคล้ายบ่วงในบริเวณเดียวกัน จากนั้นเจ้าหน้าที่สุ่มขุดเพิ่มอีก 2 จุดห่างออกไป 200 เมตร และ 50 เมตร แต่ไม่พบหลักฐานเพิ่มเติม จึงยุติการค้นหาในเวลาประมาณ 19.00 น.

 นายสว่าง นุ่มจุ้ย บิดาของนายสามารถที่เดินทางมาร่วมดูการขุดหาหลักฐาน เมื่อเห็นเสื้อผ้าที่ตำรวจขุดพบเพิ่มเติมในศพที่สองกล่าวว่าจำเสื้อและ กางเกงได้ว่าเป็นของลูกชาย ขณะที่ลูกสาวของนายสามารถที่มาร่วมดูกันขุดค้นด้วย เมื่อได้ยินเช่นนั้นถึงกับร้องไห้

 พ.ต.อ.พิชัยกล่าวว่า โครงกระดูกที่พบต้องนำไปพิสูจน์หาสาเหตุว่าตายลักษณะใดและจะดำเนินการสอบสวน หาคนผิดต่อไป ส่วนจะใช่โครงกระดูกของผู้ที่หายไปหรือไม่นั้นต้องพิสูจน์อีกครั้ง ถ้าไม่ใช่ก็จะเป็นคดีใหม่ที่ต้องสืบสวนสอบสวนต่อไป

 วันเดียวกัน พ.ต.ท.ปรีชา รอดคงที่ รองผกก.สภ.ท่าไม้รวก นำกำลังเข้าไปที่ไร่ยูคาลิปตัส บ้านวังข้าวสาร ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เชิญตัวนายกะลา แรงงานชาวพม่า ลูกจ้างทำงานในไร่พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ หลังได้รับข้อมูลจากญาติผู้เสียชีวิตว่าอาจเป็นเบาะแสสำคัญเนื่องจากทำงานใน ไร่มานาน

 ต่อมาตำรวจตามเจอตัวนายกะลาชาวพม่า อายุประมาณ 30 ปีเศษ แขนขวาขาดใต้ข้อศอกเดินขากะเผลก โดยคนงานชาวพม่ามีท่าทีหวาดกลัว แววตาลุกลี้ลุกลน เจ้าหน้าที่ต้องคอยปลอบและรับประกันเรื่องความปลอดภัย นายกะลาจึงยอมเล่ารายละเอียดต่างๆ โดยระบุว่าทำงานในไร่มานานประมาณ 18 ปี ที่แขนพิการเนื่องจากถูกจับมือยัดเครื่องบดข้าวโพดบดจนแขนขาด ไม่ใช่อุบัติเหตุ และเมื่อได้รับบาดเจ็บก็ไม่ได้ไปหาหมอ ส่วนที่ขากะเผลกเพราะถูกบังคับให้ปีนต้นมะพร้าวจนตกลงมา

 นายกะลาให้การอีกว่าที่ผ่านมาเห็น ความรุนแรงเกิดขึ้นในไร่หลายครั้งมีคนงานบางคนถูกไม้ตีหรือถูกมีดตัดใบหู และเมื่อ 2 ปีก่อนเกิดเหตุคนงานถูกบังคับให้ดื่มยาพิษเสียชีวิต และอีกรายถูกยิงตาย โดยตนเป็นคนนำศพทั้ง 2 คนใส่ถุงปุ๋ยขนาดใหญ่นำไปทิ้งที่บ่อน้ำแห้งขนาดเล็กใต้ต้นไผ่ในไร่แล้วใช้รถ ไถกลบ ที่ผ่านมาต้องอยู่ด้วยความหวาดผวา จนเมื่อเกิดเรื่องเป็นคดีขึ้นมาจึงฉวยจังหวะหลบหนีออกมา และก่อนหน้านี้มีคนติดต่อมาถึง 3 ครั้งอ้างว่าจะพาหนีเข้ากรุงเทพฯ แต่ไม่กล้าไปเพราะกลัวถูกฆ่าปิดปากและต้องการให้ตำรวจช่วยคุ้มครองด้วย




ข่าวสดออนไลน์
วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555 เวลา 20:17 น.  


ที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME9ESXpNemcyTUE9PQ==&catid=01


.......................................................



ขุดเจอเพิ่ม"ศพที่2" ถูกยิงหัว พ่อยืนยัน-ลูกชาย

เผยจำได้แม่นจากเสื้อผ้า คนงานแฉสุดโหดในไร่ เพื่อนโดนตัดหู-ซดพิษ! ตายสยองต่อหน้าต่อตา พตอ.เบี้ยวนัดให้ปากคำ

ขุดเจอเพิ่มอีกศพในไร่"พ.ต.อ." ฝังห่างจากจุดแรกประมาณ 200 เมตร เหลือแต่โครงกระดูกเช่นกันแต่มีเสื้อผ้าบางส่วนและพบรอยถูกยิงเข้าศีรษะ พ่อของ 2 ผัวเมียที่หายตัวไปชี้ยืนยันจำได้ว่าเป็นเสื้อผ้าของลูกชาย เตรียมลุยขุดเพิ่มอีกหลายจุด ด้าน "พ.ต.อ." เบี้ยวให้ปากคำอ้างหาเอกสารปืนยังไม่ครบ ตร.ตามพบคนงานชาวพม่าที่อาศัยในไร่มานานถึง 18 ปี ซึ่งพิการแขนขาด ระบุในไร่เกิดเหตุรุนแรงหลายครั้ง แม้ แต่ตัวเองก็ถูกทำร้ายจนแขนขาด แฉอีกลงมือฝังคนงานที่ถูกทำร้ายเสียชีวิต 2 ศพด้วย "เฉลิม" เผยตอนนี้พ.ต.อ.เป็นแค่ผู้ต้องสงสัยอย่าเพิ่งสรุป แต่เบื้องต้นสั่งห้ามออกนอกประเทศ ขณะที่ร.พ. ตำรวจ ต้นสังกัดตั้งกก.สอบสวนแล้ว



ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 ก.ย. บรรดาญาติและเพื่อนๆ ของนายสามารถและน.ส.อรษา ประมาณ 20 คน เดินทางมายังสภ. ท่าไม้รวก เพื่อติดตามดูการสอบปากคำพ.ต.อ.นพ. สุพัฒน์ ตามที่ตำรวจนัดหมายให้มาพบ โดยพ.ต.อ.พิชัย ปกป้อง ผกก.สภ.ท่าไม้รวก เตรียมพนักงานสอบสวนไว้รอสอบปากคำ แต่เมื่อถึงเวลานัดไม่ได้เดินทางมา ขณะที่พ.ต.อ.พิชัยแจ้งว่าพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ขอเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด อ้างว่าต้องรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการถือครองอาวุธปืน ส่วนเรื่องที่จะสอบสวนเป็นเรื่องการครอบครองอาวุธปืน รวมถึงเรื่องที่พบโครงกระดูกในไร่ด้วย



นางสุธิสา วงษ์สิงห์ อายุ 37 ปี พี่สาวน.ส.อรษา กล่าวว่าอยากมาฟังคำให้การของพ.ต.อ.นพ. สุพัฒน์ว่าจะเป็นอย่างไร และตั้งใจจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องสาว แต่เมื่อไม่มาให้ปากคำก็ยิ่งทำให้สงสัยในตัวพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ซึ่งตอนนี้หวังเพียงแค่อยากรู้ว่าน้องสาวอยู่ไหน ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีชีวิตอยู่ก็ไม่เป็นไร ขอแค่ได้พาน้องสาว กลับบ้านเท่านั้นก็พอใจแล้ว ส่วนเรื่องคดีความ นั้นก็ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่อยากให้เกิดความยุติธรรมขึ้นในคดีนี้ด้วย



ต่อมาพ.ต.ต. วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวพร้อมคณะลงพื้นที่เก็บ ข้อมูล หลังจากญาติผู้เสียหายเข้าร้องเรียนต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เพื่อนำข้อมูลเสนอต่อ กรรมการคดีพิเศษที่มีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่าจะสามารถรับเรื่องเป็นคดีพิเศษได้หรือไม่



พ.ต.ต.วรณัน กล่าวต่อว่า เรื่องที่ลงมาดูนั้นมี 2 ประเด็นหลักๆ คือการหายตัวไปของทั้งสองท่านเกี่ยวกับการกระทำผิดในทางอาญาหรือไม่ ซึ่งอยู่ที่การสอบสวนว่ากระดูกที่ค้นพบเป็นของนายสามารถ หรือน.ส.อรษาหรือไม่ และหากเป็นคดีอาญาต้องดูอีกว่าเกี่ยวข้องกับผู้ทรงอิทธิพลหรือไม่ หรือมีข้าราชการฝ่ายปกครองและตำรวจชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้ต้องสงสัยตามสมควรหรือ ไม่ และต้องดูว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนที่ต้องใช้วิธีในการสอบสวนและรวบรวมพยาน หลักฐานเป็นพิเศษหรือไม่



ตัวแทนดีเอสไอกล่าวต่อว่า จากการเก็บข้อมูลในเบื้องต้นพบว่าชาวบ้านมีความหวาดกลัวและเกรงถูกข่มขู่ ซึ่งเรื่องนี้ก็จะนำไปเป็นข้อมูลการพิจารณาด้วย รวมทั้งประสิทธิภาพในการดำเนินคดีตามแนวทางปกติ ซึ่งข้อมูลที่ได้มานั้นค่อนข้างตรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยสิ่งที่จะต้องสอบสวนต่อจากนี้ไปคือเรื่องว่าหายไปเมื่อปีพ.ศ.2552 แล้วมาพบรถเมื่อปีพ.ศ.2555 ต้องคลี่คลายในจุดนี้อีกหลายประเด็น



ต่อ มาเวลา 15.00 น. พ.ต.อ.พิชัยนำหมายค้น นำหมายศาลจังหวัดเพชรบุรี เลขที่ 669/2555 เข้าตรวจค้นบริเวณไร่ของพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์อีกครั้ง จุดแรกเจ้าหน้าที่ใช้รถขุดบริเวณจุดเดิมที่ค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา พบเสื้อเชิ้ตสีขาว 1 ตัว เสื้อยืดคอกลมสีขาว ตรงกลางมีตรากระทิงแดง 1 ตัว โดยเสื้อยืดดังกล่าวมีจุดสีน้ำตาลคล้ายเลือดติดอยู่บางส่วน นอกจากนี้ยังพบกางเกงขายาว 1 ตัว และกางเกง 3 ส่วน 1 ตัว



จาก นั้นเจ้าหน้าที่ย้ายไปขุดจุดที่สอง ห่างออกไปประมาณ 200 เมตร อยู่ใกล้สระของไร่ หลังจากขุดลึกลงไปประมาณ 1 เมตร พบชิ้นส่วนกระดูกบางส่วน จึงประสานเจ้าหน้าที่ร.พ.ท่ายาง และ เจ้าหน้าที่วิทยาการ จ.เพชรบุรีเข้าตรวจสอบ ก่อนจะพบโครงกระดูกลักษณะคล้ายชายสวมเสื้อกีฬาสีกรมท่า เบอร์ 20 มีรอยถูกยิงบริเวณกกหูซ้าย 1 รู และพบเชือกลักษณะคล้ายบ่วงในบริเวณเดียวกัน จากนั้นเจ้าหน้าที่สุ่มขุดเพิ่มอีก 2 จุดห่างออกไป 200 เมตร และ 50 เมตร แต่ไม่พบหลักฐานเพิ่มเติม จึงยุติการค้นหาในเวลาประมาณ 19.00 น.



นาย สว่าง นุ่มจุ้ย บิดาของนายสามารถที่เดินทางมาร่วมดูการขุดหาหลักฐาน เมื่อเห็นเสื้อผ้าที่ตำรวจขุดพบเพิ่มเติมในศพที่สองกล่าวว่าจำเสื้อและ กางเกงได้ว่าเป็นของลูกชาย ขณะที่ลูกสาวของนายสามารถที่มาร่วมดูการขุดค้นด้วย เมื่อได้ยินเช่นนั้นถึงกับร้องไห้



พ.ต.อ.พิชัยกล่าวว่า โครงกระดูกที่พบต้องนำไปพิสูจน์หาสาเหตุว่าตายลักษณะใดและจะดำเนินการสอบสวน หาคนผิดต่อไป ส่วนจะใช่โครงกระดูกของผู้ที่หายไปหรือไม่นั้นต้องพิสูจน์อีกครั้ง ถ้าไม่ใช่ก็จะเป็นคดีใหม่ที่ต้องสืบสวนสอบสวนต่อไป



ด้านนาง สุธิสา พี่สาวนางอรษากล่าวว่า ถึงแม้จะมีผู้บอกว่าศพแรกไม่ใช่น้องสาวและศพที่พบวันนี้จะไม่ใช่น้องสาวอีก แต่เชื่อว่าศพน้องอยู่ในไร่นี้ และคงซ่อนอยู่ตามจุดอื่นๆ อีก



วัน เดียวกัน พ.ต.ท.ปรีชา รอดคงที่ รองผกก.สภ.ท่าไม้รวก นำกำลังเข้าไปที่ไร่ยูคาลิปตัส บ้านวังข้าวสาร ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เชิญตัวนายกะลา แรงงานชาวพม่า ลูกจ้างทำงานในไร่พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ หลังได้รับข้อมูลจากญาติ ผู้เสียชีวิตว่าอาจเป็นเบาะแสสำคัญเนื่องจากทำงานในไร่มานาน



เมื่อ ไปถึงพบผู้หญิงคนหนึ่งเลี้ยงวัวอยู่ในพื้นที่ เมื่อสอบถามทราบว่าเป็นภรรยาของนายกะลา โดยกล่าวว่าสามีหลบซ่อนตัวอยู่ในป่ายูคาลิปตัสเจ้าหน้าที่จึงเดินเข้าไปหา ระหว่างนั้นพบรถกระบะสีบรอนซ์และรถยนต์โตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีบรอนซ์ทอง ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน จอดอยู่บริเวณใกล้เคียง แต่เมื่อตำรวจกำลังจะเดินทางไปสอบถามรถทั้ง 2 คันรีบเร่งเครื่องออกไปทันที



ต่อ มาตำรวจตามเจอตัวนายกะลาชาวพม่า อายุประมาณ 30 ปี แขนขวาขาดใต้ข้อศอกเดินขากะเผลก โดยคนงานชาวพม่ามีท่าทีหวาดกลัว แววตาลุกลี้ลุกลน เจ้าหน้าที่ต้องคอยปลอบและรับประกันเรื่องความปลอดภัย นายกะลาจึงยอมเล่ารายละเอียดต่างๆ โดยระบุว่าทำงานในไร่มานานประ มาณ 18 ปี ที่แขนพิการเนื่องจากถูกจับมือยัดเครื่องบดข้าวโพดบดจนแขนขาด ไม่ใช่อุบัติเหตุ และเมื่อได้รับบาดเจ็บก็ไม่ได้ไปหาหมอ ส่วนที่ขากะเผลกเพราะถูกบังคับให้ปีนต้นมะพร้าวจนตกลงมา



นาย กะลาให้การอีกว่าที่ผ่านมาเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นในไร่หลายครั้ง มีคนงานบางคนถูกไม้ตีหรือถูกมีดตัดใบหู และเมื่อ 2 ปีก่อนเกิดเหตุคนงานถูกบังคับให้ดื่มยาพิษเสียชีวิต และอีกรายถูกยิงตาย โดยตนเป็นคนนำศพทั้ง 2 คนใส่ถุงปุ๋ยขนาดใหญ่นำไปทิ้งที่บ่อน้ำแห้งขนาดเล็กใต้ต้นไผ่ในไร่แล้วใช้รถ ไถกลบ ที่ผ่านมาต้องอยู่ด้วยความหวาดผวา จนเมื่อเกิดเรื่องเป็นคดีขึ้นมาจึงฉวยจังหวะหลบหนีออกมา และก่อนหน้านี้มีคนติดต่อมาถึง 3 ครั้งอ้างว่าจะพาหนีเข้ากรุงเทพฯ แต่ไม่กล้าไปเพราะกลัวถูกฆ่าปิดปากและต้องการให้ตำรวจช่วยคุ้มครองด้วย



พล.ต.ท. พีระพงศ์ ดามาพงศ์ ผบช.สพฐ. กล่าวถึงการตรวจพิสูจน์โครงกระดูกที่พบว่า พนักงานสอบสวนนำโครงกระดูกมาให้สถาบันนิติเวชวิทยาตรวจสอบ เพราะจากการประเมินผลในเบื้องต้นตำรวจยังไม่แน่ใจว่าเป็นโครงกระดูกของผู้ ที่สูญหายไปหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลการตรวจสอบดีเอ็นเอว่าตรงกับพ่อและแม่หรือไม่ คาดว่าอีก 2-3 วันจะตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วรายงานผลให้ทางพนักงานสอบสวนตามระเบียบ



รายงาน ข่าวแจ้งว่า หากการตรวจสอบโครงกระดูกแล้วไม่ตรงกับ 2 สามีภรรยา ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นศพของแรงงานต่างด้าว เพราะจากข้อมูลของพยานที่ให้เบาะแสระบุว่ามีแรงงานต่างด้าวที่มาทำงานจู่ๆ ก็หายตัวไปหลายราย



ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า "เมื่อพบโครงกระดูกแล้วต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ากี่คน สรุปแล้วเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย พฐ.กำลังเอาไปพิสูจน์และก็ห้ามเดินทาง ออกนอกราชอาณาจักรแล้ว ส่วนที่พบอาวุธปืนจำนวนมากนั้นคงเป็นเพราะเขาเป็นคนชอบอาวุธจึงมีสะสมมาก คดีนี้เริ่มใกล้แล้ว ไม่ปกป้อง ผิดก็ผิด แต่ยังไม่ปักใจว่าผิดนะ แต่เป็นการเริ่มต้นในการพิสูจน์หาหลักฐาน"



ที่สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ พตร. (สบ 8) เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวของโรงพยาบาลตำรวจ กรณีพ.ต.อ. นพ.สุพัฒน์ ว่าตอนนี้เป็นเพียงผู้ต้องสงสัย แต่ยังไม่ได้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดี เบื้องต้นร.พ.ตำรวจตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ควบ คู่ไปกับการสอบสวนของตำรวจ เพราะพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ยังถือเป็นข้าราชการในสังกัดร.พ.ตำรวจอยู่ แม้จะทำเรื่องขอเกษียณอายุก่อนกำหนดไปแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์เพื่อมาสอบถามได้ เนื่องจากขอลาพักร้อนจนถึงวันที่ 30 ก.ย.



ข่าวสดรายวัน
วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555


ที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNakl5TURrMU5RPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=
TWpBeE1pMHdPUzB5TWc9PQ
==
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 22, 2012, 07:16:17 PM โดย admin_demo » บันทึกการเข้า

Admin
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3817


"ดำรงตนในยุติธรรม"


เว็บไซต์
| « ตอบ #14 เมื่อ: กันยายน 22, 2012, 11:31:02 AM »

คดีอุ้มฆ่าเสี่ยสับปะรด คุมคนงานพม่าสอบเข้ม-ขุดพบกระดูกอีก 1















<a href="http://www.youtube.com/watch?v=hmTz27fJd1s" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=hmTz27fJd1s</a>

ยิ่งขุดยิ่งเจอ ล่าสุด ตร.ภาค 7 นำรถตักดิน มาขุดภายในไร่ พันตำรวจเอกนายแพทย์ พบโครงกระดูกอีก 1 ด้านคนงานพม่า ถูกคุมตัวมาสอบปากคำ ให้การเชิงลบทั้งสิ้น วอนตำรวจคุ้มครอง

จากกรณี คดีที่นายสว่าง นุ่มจุ้ย เศรษฐีเจ้าของไร่สับปะรด จ.เพชรบุรี เข้าแจ้งความร้องทุกข์ กับตำรวจว่า นายสามารถ นุ่มจุ้ย และน.ส.อรษา เกิดทรัพย์ ลูกชายและลูกสะใภ้ ได้หายจากบ้านพักใน ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี พร้อมรถกระบะ โตโยต้า ไทเกอร์ ไปอย่างไร้ร่องรอยนาน 3 ปี คาดว่าน่าจะถูกอุ้มฆ่าเสียชีวิตไปแล้ว  โดยมี พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหวัฒนะ นพ.สบ.5 กลุ่มงานเวชศาสตร์ครอบครัว รพ.ตำรวจ เจ้าของไร่ในจ.เพชรบุรี อดีตนายจ้างเก่าตกเป็นผู้ต้องสงสัย ต่อมาตำรวจภูธรภาค 7 ได้ขยายผลเข้าตรวจค้นในไร่สับปะรดในจ.เพชรบุรี ของพ.ต.อ.คนดังกล่าว จนพบโครงกระดูกต้องสงสัยซึ่งคาดว่าเป็นเพศหญิง ถูกฝังดินไว้ 2 ถุงปุ๋ย พร้อมยึดปืนยาวกว่า 40 กระบอกตรวจสอบ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

วันนี้ (21ก.ย.) ที่สภ.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ( DSI ) นำโดย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ และนายธงชัย สมานัติจิราภรณ์ ผอ.ส่วนรับเรื่องราวร้องทุกข์  เดินทางมาติดตามคดีดังกล่าวเพื่อตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง และหาหลักฐานเพิ่มเติม ว่าการหายตัวไปของ 2 สามีภรรยาเป็นคดีอาญาที่ถูกผู้มีอิทธิพล หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่กระทำให้ตายหรือไม่ เป็นประเด็นที่ซับซ้อนหรือไม่ หากเข้าเกณฑ์ดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษก็จะสามารถดำเนินการได้

ขณะเดียวกันตำรวจ สภ.ท่าไม้รวก นำกำลังเข้าไปที่ไร่ยูคาลิปตัส หมู่ 10 บ้านวังข้าวสาร ต.กลัดหลวง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เพื่อเชิญตัวนายกะลา แรงงานชาวพม่า ลูกจ้างคนสนิทของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ มาสอบปากคำ หลังได้รับข้อมูลจากญาติผู้เสียชีวิตว่าอาจเป็นเบาะแสสำคัญเนื่องจากทำงานใน ไร่มานาน แต่เมื่อไปถึงนายกะลา มีท่าทีตื่นตระหนก  เจ้าหน้าที่ต้องแสดงตัวและรับรองความปลอดภัยให้ นายกะลา จึงยอมเดินทางไปที่ สภ. ก่อนจะให้การกับพนักงานสอบสวนอย่างละเอียด เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุคำให้การได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่เกรงจะเสียรูปคดี ซึ่งมีรายงานเพียงว่า นายกะลา ให้การถึง พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ที่เป็นนายจ้าง ในเชิงลบทุกเรื่อง รวมทั้งขอร้องให้ตำรวจคอยคุ้มครองชีวิตด้วย

ต่อมาช่วงเย็น วันเดียวกัน พ.ต.อ.พิชัย  ปกป้อง ผกก.สภ.ท่าไม้รวก ได้นำหมายค้นศาลจังหวัดเพชรบุรี พร้อมรถแบ็กโฮไปขุดหาซากศพบริเวณจุดที่พบศพแรกอีกครั้ง โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที  พบเพียงเสื้อผ้าจำนวนหนึ่ง แต่พอขุดห่างจากจุดที่พบศพแรกประมาณ 100 เมตร ก็พบโครงกระดูกมนุษย์ อีก 1 ร่าง ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของชาวบ้านที่มามุงดู จากนั้นเจ้าหน้าที่วิทยาการตำรวจ เขต 16 เพชรบุรี ได้นำไปตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

ด้าน พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภ.7 เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 20 ก.ย. พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ได้ติดต่อกับพนักงานสอบสวนเพื่อขอเข้าให้ปากคำในคดีดัง กล่าว ซึ่งตนได้นัดหมายให้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ท่าไม้รวก ในเวลา 10.00 น. วันที่ 21 ก.ย. แต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ได้แจ้งทางโทรศัพท์ว่าขอเลื่อนเข้าให้ปากคำ เนื่องจากต้องรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับอาวุธปืนทั้งหมด ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก และจะขอเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนในสัปดาห์หน้าซึ่งอาจเป็นที่ 26 หรือ 27 ก.ย.ที่ สภ.ท่าไม้รวก แต่เนื่องจากวันนี้ขุดพบโครงกระดูกเพิ่มอีก จึงได้สั่งการให้ออกหมายเรียกมาสอบสวนตามขั้นตอน

ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.พีระพงศ์ ดามาพงศ์ ผบช.สพฐ. กล่าวถึงความคืบหน้า กรณีการตรวจพิสูจน์โครงกระดูกที่พบในไร่ของพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ นพ.สบ.5 กลุ่มงานเวชศาสตร์และครอบครัว ซึ่งคาดว่าจะเป็นร่างของนายสามารถ นุ่มจุ้ย หรือ น.ส.อรษา เกิดทรัพย์ ภรรยา เจ้าของไร่สับปะรด อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ว่า ทางพนักงานสอบสวนและได้นำโครงกระดูกมาให้สถานบันนิติเวชวิทยาตรวจสอบ  จากการประเมินผลในเบื้องต้นยังไม่แน่ใจว่า เป็นโครงกระดูกของผู้ที่สูญหายไปหรือไม่ ต้องรอผลการตรวจสอบดีเอ็นเอว่าตรงกับพ่อและแม่หรือไม่ คาดว่า 2 - 3 วัน น่าจะทราบผล

พล.ต.ท.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ พตร.(สบ8) เปิดเผยว่า ขณะนี้พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เป็นเพียงผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวพันกับการหายตัวไปของสองสามีภรรยา  แต่ยังไม่ได้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา  เบื้องต้น โรงพยาบาลตำรวจจึงได้ตั้งคณะกรรมการมาสอบสวนข้อเท็จจริง ควบคู่ไปกับการสอบสวนของตำรวจ เพราะพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ยังถือเป็นข้าราชการในสังกัดโรงพยาบาลตำรวจอยู่  แม้จะทำเรื่องขอเกษียณอายุก่อนกำหนดไปแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์เพื่อมาสอบถามได้ เนื่องจากได้ลาพักร้อนจนถึงวันที่ 30 ก.ย.




เดลินิวส์ออนไลน์
วันศุกร์ที่ 21 กันยายน 2555 เวลา 21:03 น.

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/crime/156582
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 22, 2012, 11:34:10 AM โดย Admin » บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2 3 4 ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

* Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)

• หน้าหลัก| ประวัติ| หน้าที่| ผู้บังคับบัญชา| การติดต่อ| Mapgoogle| Download| Sitemap| สมุดเยี่ยม| เว็บบอร์ด| Wikipedia•

  ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 5 ถนนวังเหนือ ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง 52000   
โทรศัพท์ 0-5421-8396 , 0-5421-8022 โทรสาร 0-5421-8396

Sitemap |Sitemap |Sitemap
Powered by MySQL Powered by PHP Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.141 วินาที กับ 17 คำสั่ง

Page Rank Check