นิติวิทยาศาสตร์กับกระบวนยุติธรรม

              

               นิติวิทยาศาสตร์ (Forensic Science) มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในกระบวนการยุติธรรมยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นพิสูจน์การกระทำความผิดของคนร้ายโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทุก ๆ สาขา ซึ่งการตรวจพิสูจน์หลักฐาน (Criminalistic) ก็เป็นสาขาหนึ่งที่สำคัญมากในการสืบสวนสอบสวนทางนิติวิทยาศาสตร์ (Forensic Science Investigation) หรือ CSI ที่กำลังโด่งดังเป็นภาพยนตร์ Series ในขณะนี้ ไม่ว่าในสหรัฐอเมริกา หรือในประเทศไทย และปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยก็ให้ความสำคัญต่อพยานหลักฐานทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะเราปรับเปลี่ยนจากระบบกล่าวหาอย่างในอดีตมาสู่ระบบพิสูจน์การกระทำความผิดที่รับฟังพยานหลักฐานทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ ในอดีตมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนในสังคมกันมากว่าการดำเนินคดีตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นต้นสายธารของกระบวนการยุติธรรมไทยไม่ถูกต้องมักจับกุมผู้บริสุทธิ์(แพะ) เพื่อลดกระแสกดดันจากผู้บังคับบัญชา หรือญาติผู้เสียหาย หรือหวังอามิสสินจ้างไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา และที่สำคัญไม่มีพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (ซึ่งพูดไม่ได้โกหกไม่เป็น) โดยเชื่อแต่คำให้การของพยานบุคคล(ซึ่งพูดได้โกหกเก่ง ปั้นเรื่องเป็น) ผลทำให้กระบวนวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ(Policing) ไม่เป็นที่ยอมรับเชื่อถือของประชาชน ประชาชนขาดศรัทธา

               อาชญากรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีหลาย ๆ คดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหลาย ๆ หน่วยร่วมกันดำเนินการไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้ เนื่องจากการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถานที่เกิดเหตุบกพร่อง เช่น ไม่มีการรักษาสถานที่เกิดเหตุ (Crime Scene Preservation) ตามหลักสากล ปล่อยให้ผู้ไม่มีอำนาจหน้าที่เข้าไปภายในสถานที่เกิดเหตุ ผลทำให้การตรวจสถานที่เกิดเหตุล้มเหลว เพราะวัตถุพยานหลักฐานสูญหาย หรือถูกทำลาย การตรวจพิสูจน์หลักฐานก็ไม่เกิดขึ้น เพราะไม่มีพยานหลักฐานให้ตรวจดังนั้น จะต้องทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย รวมทั้งประชาชนทั่วไปให้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของสถานที่เกิดเหตุและวัตถุพยานในสถานที่เกิดเหตุ ขอให้คิดเสมอว่า สถานที่เกิดเหตุคือจุดเริ่มต้นของคดี เป็นหัวใจของคดี และอาชญากรย่อมทิ้งร่องรอยหลักฐานไว้ในที่เกิดเหตุเสมอ ต้องให้ความสำคัญกับสถานที่เกิดเหตุ   การดำเนินใด ๆ ในสถานที่เกิดเหตุให้กระทำอย่างละเอียดรอบคอบ มีขั้นตอนเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ จึงจะสัมฤทธิ์ผลเป็นที่พึงพอใจของประชาชน ยกตัวอย่าง  เมื่อไม่นานที่ผ่านมามีเหตุนางแบบเสียชีวิตบนเตียงในอพาร์ทเมนต์ พบศพหลังเสียชีวิตไปแล้ว 2 – 3 วัน มีบาดแผลถูกยิงที่ขมับขวา 1 นัด มีอาวุธปืนรีวอลเวอร์ตกอยู่ที่ท่อนแขนขวา อาวุธปืนดังกล่าวถูกยิงไปแล้ว 2 นัด ประตูด้านหน้าห้องปิดล๊อคด้านใน ประตูด้านหลังเปิด(มาทราบภายหลัง เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เปิดระบายกลิ่น) มีแผงยากล่อมประสาท(ยานอนหลับ) ตกที่หัวเตียงด้านซ้าย แต่พนักงานสอบสวนเก็บไปโดยไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานทราบ ญาติและสื่อมวลชนสงสัยว่าเป็นเหตุ ฆาตกรรม ถ้าดูจากพฤติการณ์แห่งคดีที่เล่ามา ถ้าไม่มีการตรวจสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียดรอบคอบ เก็บรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด รวมทั้งได้ข้อมูลที่ถูกต้องจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ และพนักงานสอบสวนแล้ว ทุกคนก็เข้าใจเหมือนกันว่าน่าจะเป็นเหตุฆาตกรรม แต่เมื่อมีการเก็บรวบรวมหลักฐานอย่างละเอียด มีการตรวจวิถีกระสุนปืน ตรวจคราบเขม่าปืน พบรอยไหม้รอยลูกกระสุนปืนและมีการจำลองเหตุการณ์ (Reconstruction) เป็นภาพ 3 มิติ ( 3 dimensions animation) ให้สื่อมวลชนและญาติผู้ตายดู ทุกฝ่ายยอมรับได้ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย (อัตวินิบาตกรรม) โดยสันนิษฐานว่าผู้ตายทานยากล่อมประสาทจำนวนมากทำให้เบลอ แล้วใช้อาวุธปืนรีวอลเวอร์ยิงศีรษะตัวเอง แต่ปืนลั่นขึ้นก่อน 1 นัด นัดที่ 2 ยิงขมับตัวเองทำให้ถึงแก่ความตาย ทุกอย่างอธิบายได้ด้วยนิติวิทยาศาสตร์ และทำให้ปราศจากข้อสงสัยได้ ดังนั้น นิติวิทยาศาสตร์ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการยุติธรรมไทยในปัจจุบันและในอนาคต

 

พันตำรวจเอก  นพคุณ   กีรติการกุล

     ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 5 ลำปาง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กลับหน้าแรก